ญี่ปุ่นเห็นใจมอบแอสตร้าฯ 1.05 ล้านโดส ถึงไทย 9 ก.ค.นี้ - ครม.เคาะเยียวยาล็อกดาวน์ 6 จว.

ญี่ปุ่นเห็นใจมอบแอสตร้าฯ 1.05 ล้านโดส ถึงไทย 9 ก.ค.นี้ - ครม.เคาะเยียวยาล็อกดาวน์ 6 จว.
มติชน
30 มิถุนายน 2564 ( 08:57 )
15
ญี่ปุ่นเห็นใจมอบแอสตร้าฯ 1.05 ล้านโดส ถึงไทย 9 ก.ค.นี้ - ครม.เคาะเยียวยาล็อกดาวน์ 6 จว.

 

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19ในเทศไทยยังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการล็อกดาวน์คุมเข้มในหลายพื้นที่ได้สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงมาตรการเยียวยาหลังจากรัฐบาลมีการออกมาตรการที่เข้มงวดในหลายจังหวัด โดยเฉพาะ 10 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ทั้งนี้ ในส่วนของ 6 จังหวัด ได้แก่ กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานที่ก่อสร้าง และที่พักคนงานขนาดใหญ่ รวมถึงการขายอาหารที่ให้ซื้อกลับไปทานที่บ้านเท่านั้น โดยรัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับประชาชนทั้งในส่วนของลูกจ้าง แรงงาน และผู้ประกอบการ ครม.จึงมีมติที่จะช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดที่ออกมาล่าสุด โดยพื้นที่ที่ได้รับความช่วยเหลือได้แก่ 6 จังหวัด กทม.และปริมณฑล ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือคือกลุ่มแรงงาน และผู้ประกอบการในกิจการที่ได้รับผลกระทบ เช่น กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจการศิลปะความบันเทิง นันทนาการ และกิจกรรมบริการการด้านอื่นๆ เช่น การซ่อมคอมพิวเตอร์ ซ่อมมือถือ ซ่อมเครื่องใช้ในครัวเรือน รองเท้า เครื่องดนตรี กีฬา สภา ฟิตเนส การแต่งผม ดูแลความงาม ซักรีด ฯลฯ ตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยจะมีระยะเวลาในการช่วยเหลือจำนวน 1 เดือน

 

 

 

อนุมัติช่วยเหลือกลุ่มแรงงาน
นายอนุชากล่าวอีกว่า ครม.เห็นชอบในหลักการที่จะอนุมัติเงินเพิ่มเติมให้กับกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบประกันตนตามมาตรา 33 ที่ถือสัญชาติไทย จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมในอัตรา 2,000 บาทต่อคน จากเดิมที่ให้ความช่วยเหลือผ่านระบบประกันสังคมปกติอยู่แล้ว สำหรับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมสูงสุด ดูตามจำนวนรายของลูกจ้างที่มี จำนวน 3,000 บาทต่อหัว สูงสุดไม่เกิน 200 ราย ส่วนกรณีผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้างให้ลงทะเบียนผ่านแอพพ์ถุงเงิน ผ่านโครงการคนละครึ่งให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคม 64 เพื่อได้รับความช่วยเหลือเป็นเงิน 3,000 บาท โดยผู้ประกอยบการที่อยู่ในหมวดของร้านอาหาร หรือเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคมก็จะได้รับการช่วยเหลือ 3,000 บาท เช่นเดียวกัน ในโครงการคนละครึ่งจะมีหมวดที่ชัดเจนให้ท่านระบุว่าท่านทำกิจการอะไร

 

 

ครม.รับวัคซีนญี่ปุ่น1.05ล.โดส
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า อนุมัติการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนการบริจาควัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของฝ่ายไทย เพื่อรับมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จากรัฐบาลญี่ปุ่น จำนวน 1.05 ล้านโดส โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน และจะสามารถส่งมอบได้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

 

 

 

คาดส่งถึงไทย9กรกฎาฯ
วันเดียวกันสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่นประจำราชอาณาจักรไทย และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แลกเปลี่ยนหนังสือลงนามการส่งมอบวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) หรือโควิด-19 เป็นจำนวนประมาณ 1,000,000 โดส ณ กรุงเทพมหานคร

 

 

 

ประเทศไทย 1.ประเทศไทยกำลังประสบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระลอกที่ 3 ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากเกิดแหล่งการแพร่ระบาดใหม่ (คลัสเตอร์) ต่างๆ เช่น ในใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าวได้ โดยท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน มีสัดส่วนของจำนวนประชากรในประเทศไทยประมาณ 5% ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว นอกจากนี้ จำนวนวัคซีนที่ได้จัดเตรียมและวางแผนการผลิตขึ้นในประเทศแล้วรวม 70,000,000 โดส ยังคงไม่เพียงพอต่อจำนวนวัคซีนที่จำเป็นจะต้องจัดหาไว้ทั้งหมดประมาณ 100,000,000 โดส นอกจากนี้ การผลิตวัคซีนในประเทศยังคงมีความล่าช้า จึงทำให้การจัดหาวัคซีนเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลไทย

 

 

 

2.การส่งมอบวัคซีนผ่านการแลกเปลี่ยนหนังสือลงนามในครั้งนี้ มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยได้ โดยวัคซีนดังกล่าวจะถูกขนส่งทางอากาศและคาดว่าจะมาถึงประเทศไทยในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2564

 

 

 

3.อนึ่ง เพื่อความสำเร็จในการดูแลสุขภาพแบบถ้วนหน้า ประเทศญี่ปุ่นได้คำนึงถึงความสำคัญในการเข้าถึงวัคซีนที่ผ่านการรับรองทั้งในด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย อย่างเท่าเทียมในทุกๆ ภูมิภาค และทุกๆ ประเทศ อีกทั้งมุ่งมั่นที่จะมอบความช่วยเหลือเช่นนี้ต่อไปในอนาคต โดยร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้สิ้นสุดลงได้โดยเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง