รีเซต

วิกฤตการณ์เม็กซิโกซิตี้ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก ข้อมูลจากดาวเทียม NASA เผยทรุดเกือบ 25 ซม. ต่อปี

วิกฤตการณ์เม็กซิโกซิตี้ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก ข้อมูลจากดาวเทียม NASA เผยทรุดเกือบ 25 ซม. ต่อปี
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 16:07 )
6

ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ล่าสุดจาก NASA เปิดเผยว่า กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก กำลังเผชิญกับวิกฤตแผ่นดินทรุดตัวอย่างรวดเร็วถึงเกือบ 10 นิ้ว หรือ ประมาณ 25 เซนติเมตร ต่อปี ทำให้กลายเป็นหนึ่งในมหานครที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก

เม็กซิโกซิตี้และเมืองโดยรอบเป็นพื้นที่เขตเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ตารางไมล์ หรือประมาณ 7,800 ตารางกิโลเมตร และมีผู้อยู่อาศัยราว 22 ล้านคน ซึ่งตัวเมืองนั้นถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นก้นทะเลสาบโบราณ
 การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นปริมาณมหาศาล ประกอบกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ชั้นหินอุ้มน้ำหดตัวลงอย่างรุนแรง

รายงานใหม่ของนาซาระบุว่า ในบางพื้นที่ เช่น สนามบินหลักและอนุสาวรีย์ Angel of Independence มีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ยสูงถึง 0.78 นิ้ว หรือ 2 เซนติเมตร ต่อเดือน ส่งผลให้อัตราการทรุดตัวรวมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 9.5 นิ้ว หรือ 24 เซนติเมตร

เอนริเก้ คาบรัล (Enrique Cabral) นักวิจัยด้านธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย National Autonomous University of Mexico หรือ UNAM ระบุว่าในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ แผ่นดินของเม็กซิโกซิตี้ได้ทรุดตัวลงไปแล้วกว่า 39 ฟุต หรือ 12 เมตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราการทรุดตัวของแผ่นดินที่รวดเร็วที่สุดในโลก

ปัญหาการทรุดตัวที่ดำเนินมานานกว่าศตวรรษนี้ ได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้มากมาย อนุสาวรีย์ Angel of Independence ต้องมีการเพิ่มขั้นบันไดถึง 14 ขั้นที่ฐานรองรับอันเป็นผลมาจากพื้นดินโดยรอบที่ทรุดตัวต่ำลงเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ สิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ เช่น มหาวิหาร Metropolitan Cathedral ที่เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1573 ก็มีสภาพเอียงให้เห็นอย่างชัดเจน

เอนริเก้ คาบรัล (Enrique Cabral) ยังเตือนว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง ทั้งระบบรถไฟใต้ดิน ระบบระบายน้ำ ระบบน้ำประปา ที่อยู่อาศัย ตลอดจนถนนหนทาง ทั้งยังทำให้วิกฤตการขาดแคลนน้ำเรื้อรังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

การประเมินอ้างอิงจากข้อมูลการวัดค่าในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2025 ถึงเดือนมกราคม ปี 2026 โดยดาวเทียมประสิทธิภาพสูงที่ชื่อว่า "NISAR" ซึ่งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลกได้แบบเรียลไทม์ และเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง NASA กับองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (ISRO)

พอล โรเซน (Paul Rosen) นักวิทยาศาสตร์ของโครงการ "NISAR" ชี้ว่า ข้อมูลที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากอวกาศนี้ ทำให้สามารถมองเห็นขนาดความรุนแรงของปัญหาได้อย่างครบถ้วน และกำลังช่วยบอกให้เรารู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นใต้ผิวดิน

ในอนาคต ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถเจาะจงพื้นที่ในระดับที่แคบลงไปถึงการวัดผลแบบอาคารต่ออาคารได้ เทคโนโลยีนี้ยังได้รับการคาดหวังว่าจะถูกนำไปใช้ทั่วโลกเพื่อติดตามภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของรอยเลื่อนแผ่นดินไหว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงใช้ในการแจ้งเตือนอพยพจากเหตุภูเขาไฟระเบิดได้อีกด้วย

แม้ที่ผ่านมาตลอดหลายทศวรรษ รัฐบาลจะละเลยปัญหานี้และมุ่งไปที่การซ่อมแซมรากฐานเพื่อพยุงอนุสาวรีย์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่จากวิกฤตน้ำรอบล่าสุดที่ปะทุขึ้น ทำให้ภาครัฐเริ่มให้เงินทุนสนับสนุนการวิจัยมากขึ้น ข้อมูลจากดาวเทียม NISAR จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง