ประเมิน 3 ฉากทัศน์ 5 แนวทาง ไทยรับมือวิกฤต "น้ำมันโลก" ทำไมถึงเสี่ยงหนัก จ่อกระทบจีดีพีแสนล้านบาท

น้ำมันจะขาดแคลนหรือไม่? จะเกิดวิกฤตใหญ่ระดับโลกหรือเปล่า? คำถามที่หลายคนกังวลตอนนี้ เพราะวันนี้สงครามตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ทำให้เกิดความเสี่ยงวิกฤตพลังงาน
พลังงานไทยจ่อรับแรงกระแทกครั้งใหญ่ หากสงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และมีผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลเส้นทางหลักของโลกมากกว่า 20% และไทยเราก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าผ่านเส้นทางนี้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่รัฐบาลไทยได้เร่งหามาตรการมารับมือ โดยเฉพาะมาตรการหลักที่ทำมาแล้วหลายสัปดาห์ ก็คือ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุน หรือมาอุ้มราคาน้ำมันในประเทศไว้ จนทำให้ล่าสุดตัวเลขกองทุนต้องติดลบไปแล้วกว่าหมื่นบาท และมีการอุ้มน้ำมันดีเซลในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมย้ำว่าน้ำมันสำรองของไทยยังมีเพียงพอกว่า 100 วัน และได้ระงับการส่งออกน้ำมัน เว้นแค่ สปป. ลาว และเมียนมา เนื่องจากมีความร่วมมือด้านพลังงานต่อกัน
นอกจากนี้รัฐบาลยังเร่งหามาตรการเพิ่มเติมมีหลายด้าน เช่น เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก และการปรับลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ โดยรัฐบาลเตรียม เพิ่มการผสม ไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงเอทานอล เช่น E20 และ E85 มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ
ขณะที่การดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) รัฐบาลยังประกาศ ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไปอีกอย่างน้อยสองเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน
ด้านไฟฟ้า รัฐบาลเตรียมเพิ่มแหล่งพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง รัฐบาลเตรียมเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การผลิตไฟฟ้าไม่สะดุด หากราคาพลังงานโลกผันผวน
รณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศ ภาครัฐยังออกมาตรการลดการใช้พลังงาน เช่น ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26–27°C ส่งเสริม Work From Home เพื่อลดการเดินทาง รณรงค์ประหยัดพลังงานในหน่วยงานรัฐและเอกชน
มาตรการการเงินรองรับวิกฤตราคา ถ้าหากราคาน้ำมันโลกยังพุ่งต่อเนื่อง กระทรวงการคลังยังมีแนวทางเพิ่มเติม เช่น ปรับกรอบการกู้เงินเพื่อดูแลราคาพลังงาน ค้ำประกันหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ
มุมมองจากม.หอการค้าไทย ในฐานะนักวิชาการ ได้มีข้อแนะนำ ถึง 5 แนวทางที่ไทยเราควรใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบในครั้งนี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงข้อเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้
1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้
2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง
3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร
4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้
คำถามสำคัญ คือ สงครามนี้จะจบเมื่อไหร่ เพราะยิ่งนานยิ่งกระทบหนัก กับ 3 ฉากทัศน์ โดยเฉพาะภาพที่เลวร้ายสุด คืออาจจะทำให้จีดีพีติดลบทั่วโลก กระทบเศรษฐกิจไทยแสนล้านบาท
3 ฉากทัศน์ (หรือ 3 Scenario) จากการประเมินล่าสุด ของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำหรับเศรษฐกิจไทยที่จะรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ประกอบไปด้วย
กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)
ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท
กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%
กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)
– ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท
กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%
กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)
– ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท
กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%
พร้อมกันนี้ทางนายธนวรรธน์โดยย้ำว่าหากสงครามยังคงยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว หรือต้องติดลบในปีนี้ แต่หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่ไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ
นอกจากนี้ในกรณีของราคาน้ำมันในประเทศนั้น ทางศูนย์ก็ได้ฝากว่า ราคาพลังงานที่รัฐบาลดูแลอยู่ส่วนใหญ่ คือ ในภาคของประชาชน ซึ่งในภาคของผู้ประกอบการ ก็ต้องการได้ราคาน้ำมันที่เหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้น หากต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงยากที่จะไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
