รีเซต

"MAGURO" กำไรโต 54% รายได้โตต่อเนื่อง 44% เป้าปีนี้โต 30% เปิด 20 ร้าน 2 แบรนด์ใหม่

"MAGURO" กำไรโต 54% รายได้โตต่อเนื่อง 44% เป้าปีนี้โต 30% เปิด 20 ร้าน 2 แบรนด์ใหม่
TNN ช่อง16
26 กุมภาพันธ์ 2569 ( 18:19 )
3

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยว่า “นับว่าเป็นความสำเร็จตลอดการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2568 โดย MAGURO Group มีผลการดำเนินการที่ดีเกินคาดหมาย มีรายได้รวม 1,981 ล้านบาท เติบโต 44% จาก รายได้รวม 1,373 ล้านบาทในปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท ในปี 2567 ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทฯ ที่มีการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ที่ประสบกับ ความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัว และมีการแข่งขันสูง ทำให้มีร้านอาหารจำนวนไม่น้อย ได้ปิดตัวลง

“ป้จจัยหลักที่ทำให้รายได้และกำไรสุทธิของ MAGURO Group เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน หลายปี คือ 1. การเปิดสาขาเพิ่ม 15 สาขา 2. แบรนด์ใหม่ได้รับความนิยมอย่างสูงและรวดเร็ว เช่น KIWAMIYA, Tonkatsu AOKI และ Bincho และ 3. ลูกค้าในระบบ CRM ที่เติบโตต่อเนื่องและสร้างรายได้ 58% ของรายได้รวม 4. การออกเมนูใหม่ในราคาย่อมเยาและการทำแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง 
5. บริษัทฯ มีอัตรายอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ที่น่าพอใจคือลดลงเพียง 4% โดยที่สามารถจบไตรมาส 4 ด้วยตัวเลข SSSG +1% ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมดีกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจร้านอาหาร” คุณจักรกฤติ กล่าวเสริม

สำหรับไตรมาส 4/2568  MAGURO มีรายได้ 597 ล้านบาท เติบโต 49% และมีกำไรสุทธิ 46  ล้านบาท เติบโต 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยในปี 2568 สัดส่วนรายได้จากแบรนด์ร้านอาหาร ภายในเครือบริษัทฯ จะนำโดย MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่น และซูชิระดับพรีเมียม ทำรายได้คิดเป็น ประมาณ 48%  HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ ทำรายได้คิดเป็นประมาณ 27% ตามมาด้วย SSAMETHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, Kiwamiya, CouCou และ Bincho ที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคง และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ MAGURO Group ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผล ในอัตรา 0.46 บาทต่อหุ้น เป็นเงินในกรอบ 57.96  ล้านบาท โดยจะขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิ (XD) ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

“ในปีนี้ 2569 บริษัทฯ มีแผนจะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของปี 2569 มีรายได้เติบโตกว่า 30% ด้วยการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและสอดรับกับเทรนด์ของผู้บริโภค โดยบริษัทฯ มีแผนจะเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่น ได้แก่ 1.Kaiten Sushi Ginza Onodera (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ) ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง จากเครือ Onodera Group ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 นี้ 
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ ที่สุดในเอเชีย และ IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ) ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านแกงกระหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ ซึ่งเป็นแบรนด์ ในเครือของ Tonkatsu AOKI ร้านผู้เชี่ยวชาญด้านหมูทอดทงคัตสึ ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ จาก Tabelog ต่อเนื่องกว่า 6 สมัย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569 นี้

ซึ่งทั้ง 
2 แบรนด์ใหม่มีจุดเด่นในด้านราคาที่จับต้องได้ และคุ้มค่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าวัยทำงาน 
ฟู้ดเลิฟ เว่อร์ และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการเปิดประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับแท้จริง คาดว่าจะได้รับ การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และจะกลายเป็นแบรนด์เรือธงของบริษัทฯ ที่ช่วยสร้างรายได้เติบโต นอกจากนี้ ยังคงดำเนินกลยุทธ์ขยายจำนวนสาขาของแบรนด์ภายในเครือฯ โดยตั้งเป้าเพิ่มกว่า 20 ร้าน รวมเป็นจำนวนกว่า 73 ร้าน ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเป็นการรองรับการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และเป็นการ ขยายฐานพื้นที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงเตรียมแผนงานเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ให้เติบโตอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง