จับตาเครือข่ายต้านทุจริต หลังมีข้อเสนอให้ชี้แจง 3 ประเด็น

24 พฤษภาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ คตท. จำนวน 21 ตำแหน่ง เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของประเทศไทย ได้มีเสียงติดตามบทบาทของภาคประชาสังคมและองค์กรด้านต่อต้านการทุจริตมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ 3 องค์กรด้านต่อต้านการทุจริต นำโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และพลอากาศเอกวีรวิทย์ คงศักดิ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมและป้องกันการทุจริต ได้ประกาศความร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ภายใต้แคมเปญ “ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” เพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริตในประเทศ
รายงานข่าวระบุว่า หลายฝ่ายมองว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการยกระดับธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบภาครัฐ อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอจากบางฝ่ายว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจพิจารณาชี้แจงบางประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพื่อสร้างความชัดเจนและลดข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึง คือกรณีข่าวร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งภายในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีรายงานว่า ระหว่างการประชุมเลือกคณะกรรมการ ส.อ.ท. ประจำปี 2569 มีสมาชิกบางรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการเลือกตั้ง และเสนอให้มีการตรวจสอบข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนขององค์กร
อีกประเด็นคือแนวทางผลักดัน “ข้อตกลงคุณธรรม” หรือ Integrity Pact ที่ ACT เสนอให้ภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงกรณีข้อพิพาทด้านภาษีของภาคเอกชนในอดีต ซึ่งบางฝ่ายมองว่า หากมีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทหรือสถานะของบุคคลที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลานั้นอย่างชัดเจน อาจช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมได้ โดยย้ำว่าคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีคำพิพากษาหรือข้อยุติตามระบบยุติธรรมแล้ว
ส่วนกรณีคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอดีต โดยบางฝ่ายเห็นว่า การชี้แจงไทม์ไลน์และขั้นตอนการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา อาจช่วยให้สังคมเข้าใจบริบทของคดีได้มากขึ้น
รายงานข่าวระบุว่า ทุกประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอและข้อสังเกตจากบางฝ่าย ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าบุคคลหรือองค์กรใดกระทำผิด ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังมองว่าการเปิดพื้นที่ให้มีการชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับการทำงานด้านต่อต้านการทุจริตในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
