"เงินติดล้อ" เข้าเทรดพรุ่งนี้ "ยูโอบี เคย์เฮียนฯ"เคาะราคาเป้าหมาย 43 บาท

"เงินติดล้อ" เข้าเทรดพรุ่งนี้ "ยูโอบี เคย์เฮียนฯ"เคาะราคาเป้าหมาย 43 บาท
ทันหุ้น
9 พฤษภาคม 2564 ( 12:58 )
66
"เงินติดล้อ" เข้าเทรดพรุ่งนี้ "ยูโอบี เคย์เฮียนฯ"เคาะราคาเป้าหมาย 43 บาท

ทันหุ้น-หุ้นบริษัท เงินติดล้อ" จำกัด(มหาชน) หรือ TIDLOR จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันพรุ่งนี้(10 พ.ค.) โดยกำหนดราคา IPO ที่หุ้นละ 36.50 บาท ด้านบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่ 43 บาทต่อหุ้น

 

ฝ่ายวิจัยบล.ยูโอบี เคย์เฮียนฯ ระบุว่า แนวโน้มกำไรของ TIDLOR ในช่วงปี 2564-2566 จะมีการเติบโตเฉลี่ย 23% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคู่แข่งที่ 16.7% หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญคือการเติบโตอย่างรวดเร็วในรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 33% ต่อปี ในช่วงปี 2564-2566 รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ดี ขณะที่แนวโน้ม NIM ที่มั่นคง และการตั้งสำรองสะสมที่เพียงพอที่จะลดค่าใช้

จ่ายในการตั้งสำรองในระยะยาว 

 

TIDLOR เป็น 1 ใน 3 บริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดที่ดำเนินธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ เช่าซื้อและนายหน้าประกันภัย โดย TIDLOR สร้างความแตกต่างจากบริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคอื่นๆ ผ่านช่องการปล่อยสินเชื่อที่หลากหลาย และรูปแบบธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อที่หลากหลายมากขึ้น เผชิญความเสี่ยงน้อยลงจากมาตรการล็อคดาวน์จากโควิด-19 และความสามารถในการต่อยอดธุรกิจได้มาก

 

นอกจากนี้มองว่ารายได้จากธุรกิจขายประกันจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ให้เติบโตอย่างแจ็งแกร่ง 36% ในปี 2564 ด้านผู้บริหารคาดว่ารายได้จากธุรกิจการขายประกันจะเติบโต 40% ในปี 2564-2566 ซึ่งได้แรงหนุนจากแคมเปญส่งเสริมการขายให้ผ่อนชำระ 0% จำนวน 6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มประกันภัย Areegator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้นายหน้าประกันภัยอิสระสามารถเป็นพันธมิตรกับ TIDLOR และขายประกันภัยภายใต้ชื่อของ TIDLOR 

 

คุณภาพสินทรัพย์ของ TIDLOR โดดเด่น โดยมี NPL ratio ที่ 1.7% ในปี 2563 ซึ่งต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ 1.9% นอกจากนี้ TIDLOR มี loan loss reserves สูงสุดในบรรดาคู่แข่ง โดยเห็นได้จากอัตราส่วน loan loss coverage  ที่ 325% ในปี 2563 แม้ว่าฝ่ายวิจัย คาดว่า NPL ratio จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% ในปี 2564 แต่ผู้บริหารแจ้งว่ามีแผนที่จะลดสัดส่วนการตั้งสำรองสะสมลง ดังนั้นฝ่ายวิจัยเชื่อว่า TIDLOR จะรักษาระดับการตั้งสำรองในปี 2564 เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด-19 แต่การตั้งสำรองน่าจะอยู่ในช่วงขาลงในช่วงปี 2564-2566 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง