BBL รายงานกำไรไตรมาส 2/69 จำนวน 9,498 ล้านบาท ปรับลดลงเกือบ 20%

ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 9,498 ล้านบาท ลดลง 13.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 19.8 % เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 4.98 บาท ลดลงจากไตรมาส 1/2569 ที่ 5.76 บาท ขณะที่ในครึ่งแรกปี 2569 นี้ ธนาคารรายงานกำไรสุทธิที่ 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2 % จากช่วงเดียวกันปี 2568 ที่เคยอยู่ที่ 24,458 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่หนุนการเติบโตนั้น การขยายตัวของเงินให้สินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคาร และชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทุนและกิจกรรมการซื้อขาย
ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออก ที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส แต่ภาพรวมยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ฐานะทางการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจำกัดความสามารถในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งนี้ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและบรรเทาภาระค่าครองชีพระหว่างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่เป็นแรงกดดันต่อการเติบโตในระยะข้างหน้า
ท่ามกลางพลวัตของโลกที่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการค้าโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ธนาคารยังคงมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม
ทั้งสนับสนุนด้านเงินลงทุนและองค์ความรู้ที่ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost เพื่อสร้างโอกาสให้ SMEพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับกำไรสุทธิสำหรับงวดแรกปี 2569 จำนวน 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2 % เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดล 12.4% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.46% อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเงินให้สินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคาร และชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทุนและกิจกรรมการซื้อขาย ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลงส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 6.5%
สะท้อนถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 47.1% ทั้งนี้ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 17,435 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,678,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7 % จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.3% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 306.3% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ด้านเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 3,212,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.4% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 21.4 % และ 16.9 % และ 16.9% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด