เศรษฐกิจโลกยังเติบโต แต่รากฐานเปราะบาง "เอกนิติ" ชูวินัยการคลัง-ความร่วมมือ ฝ่า 4 พายุเศรษฐกิจ

แม้เศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวน แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่หลักประกันว่าเศรษฐกิจจะรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปได้ เพราะวันนี้โลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังพลิกโฉมเศรษฐกิจ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากแค่ไหน แต่คือแต่ละประเทศจะสร้างภูมิคุ้มกัน รับมือแรงกระแทก และเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไร ?
ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นโจทย์สำคัญบนเวทีเสวนา Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future ภายใต้การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings เพื่อสำรวจว่าแต่ละประเทศจะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและมีพลวัตท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่มีความแตกแยกและไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นได้อย่างไร
เศรษฐกิจโลกยังเติบโต แต่ความยืดหยุ่นกำลังตั้งอยู่บนฐานที่เปราะบาง
IMF ประเมินการเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ไว้ที่ 3.1% แต่ตัวเลขนี้อาจบดบังความแตกต่างระหว่างประเทศ เพราะการเติบโตกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ขณะที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและประเทศนำเข้าน้ำมันเผชิญแรงกดดันมากกว่า
คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีความยืดหยุ่น แต่ความยืดหยุ่นนี้กำลังตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบางในปัจจุบันค่ะ
กอร์เกียวา ได้อธิบายถึง 3 เหตุผลสำคัญว่า ทำไมโลกไม่ควรมองข้ามปัญหานี้ไป
เหตุผลที่ 1: เบื้องหลังของตัวเลขค่าเฉลี่ยการคาดการณ์เติบโตของโลกมีความแตกต่าง
แม้เศรษฐกิจโลกจะโตเฉลี่ย 3.1% แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศจะเติบโตเท่ากัน เพราะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ได้ประโยชน์จาก AI เช่น จีน สหรัฐฯ อินเดีย เป็นต้น เศรษฐกิจกลุ่มนี้จึงได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์ขึ้น แต่ขณะเดียวกันอีกหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาและมีแนวโน้มเติบโตแย่ลง
เหตุผลที่ 2: แรงกดดันจากเงินเฟ้อและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีเอลนีโญที่เข้ามาซ้ำเติมเราเช่นกัน ขณะที่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคา เมื่อเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางจึงอาจต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวดต่อไป
สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมประเทศที่มีหนี้และขาดดุลงบประมาณสูง เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการชำระหนี้ก็เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเหลือสำหรับการลงทุนและรับมือกับวิกฤตน้อยลง
เหตุผลที่ 3: เศรษฐกิจโลกพึ่งพาการเติบโตจาก AI มากเกินไป
ปัจจุบัน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจส่วนอื่น ๆ ยังเติบโตไม่แข็งแกร่งมากนัก จึงเปรียบเสมือนเศรษฐกิจโลกกำลังยืนอยู่บนขาข้างเดียว หากกระแสการลงทุนและความคาดหวังเกี่ยวกับ AI สะดุดลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
“เรามักจะประเมินประโยชน์ทางเทคโนโลยีสูงเกินไปในระยะสั้น แต่กลับประเมินต่ำเกินไปในระยะยาว เมื่อความคาดหวังในช่วงแรกสูงเกินจริง ความตื่นเต้นก็อาจตามมาด้วยความผิดหวัง ก่อนที่นักลงทุนจะถอนตัว และนั่นอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่” กอร์เกียวา กล่าว
ไทยในฐานะ “เรือลำเล็กที่เผชิญพายุ 4 ลูก”
สำหรับประเทศไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการเตรียมรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอกที่ยากจะคาดเดา โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปรียบสถานการณ์ของไทยว่าเป็น “เรือลำเล็กที่กำลังเผชิญพายุ 4 ลูก” ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
พายุลูกแรกคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ดังนั้นจึงนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมาก ไทยจึงได้รับผลกระทบพอสมควรจากราคาที่สูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
พายุลูกที่สองคือ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อผู้คนกระจายกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานไปยังหลายประเทศ ไทยจึงมีโอกาสได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจหรือประเทศที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ก็อาจได้รับผลกระทบ
พายุลูกที่สามคือ อัตราผลตอบแทนและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โชคดีที่ประเทศไทยยึดมั่นในวินัยทางการคลังมาโดยตลอด ดังนั้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยจึงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.3% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปมาก
พายุลูกสุดท้ายคือ การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของ AI จะมีฐานะที่ดีขึ้น แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานจะแย่ลง โชคดีที่ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ดังนั้นไทยจึงได้รับประโยชน์จากตรงนี้
“อย่างไรก็ตาม ในฐานะเรือลำเล็ก สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้แน่ใจว่าเรือของเราแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานกระแสลมได้ นั่นคือเหตุผลที่เรายึดมั่นในวินัยทางการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค นั่นคือสาเหตุที่อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของเราไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนประเทศอื่น ๆ” เอกนิติ กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เราจึงต้องเร่งสนับสนุนให้ทั้งสองภาคส่วนก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นภาวะช็อกอาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เปราะบางและได้รับผลกระทบมากที่สุด
“การสร้างความยืดหยุ่นคือการสนับสนุนให้พวกเขาสามารถดูดซับแรงกระแทกจากภาวะช็อกได้ และในขณะเดียวกันก็เร่งการเปลี่ยนผ่านเพื่อช่วยให้พวกเขารับมือกับพายุที่ใหญ่กว่าที่จะเข้ามาในอนาคต” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
ไม่มีสูตรตายตัวในการสร้างความยืดหยุ่นเพียงแบบเดียว
แม้ทุกประเทศต้องเผชิญแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน แต่ความพร้อมในการรับมือและข้อจำกัดของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกัน ตั้งแต่ภาระหนี้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ประสบการณ์จากประเทศต่าง ๆ จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจไม่มีสูตรสำเร็จเพียงแบบเดียว แต่ละประเทศต้องเรียนรู้จากวิกฤตที่เผชิญ และออกแบบแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับบริบทและความท้าทายของตนเอง
คีเรียคอส ปิแอร์ราคาคิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจแห่งชาติและการคลังของประเทศกรีซ ยกประสบการณ์ของประเทศที่เคยต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ก่อนจะสามารถกลับมายืนบนพื้นฐานทางการคลังที่แข็งแกร่งขึ้น จนมีศักยภาพช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในช่วงที่เผชิญความท้าทายด้านพลังงานได้
เขามองว่า การจัดระเบียบการคลังให้มีความมั่นคงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและตลาดให้ความสำคัญกับสถานะทางการคลังของแต่ละประเทศมากขึ้น
ลุยส์ คาปูโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศอาร์เจนตินา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การดูแลของประธานาธิบดี “ฆาบิเอร์ มิเลย์” ลดรายจ่ายภาครัฐลง 30% และกำจัดการขาดดุลการคลังซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของ GDP ได้ภายในเดือนแรกของการดำรงตำแหน่ง พร้อมตั้งเป้ารักษาการเกินดุลทางการเงินและการคลังต่อเนื่องในปีต่อ ๆ ไป
“เรายังหักล้างทฤษฎีที่ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจถดถอยด้วย เรากำลังจะเติบโตเป็นปีที่สามติดต่อกัน และเรายังสามารถลดอัตราเงินเฟ้อจาก 211% ในปี 2023 ลงมาเหลือประมาณ 30% ในปัจจุบัน แม้จะยังสูงอยู่ แต่อยู่ในกระบวนการลดเงินเฟ้อที่ดีมาก ๆ”
“เราสามารถสร้างงานได้มากกว่าเดิม เราลดความยากจนจาก 57% ลงเหลือ 32% ซึ่งหมายความว่าเราช่วยให้ประชากรเกือบหนึ่งในสี่ของประเทศหลุดพ้นจากความยากจน ตัวเลขการส่งออกพุ่งทะยาน เราทำสถิติการส่งออกสูงสุด ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมีเกินดุลทางการคลัง, เกินดุลการค้า และเกินดุลบัญชีเดินสะพัด” คาปูโต กล่าว
นอกจากนี้ คาปูโต ยังมองว่า อาร์เจนตินามีโอกาสจากความต้องการของโลก ทั้งด้านพลังงานและแร่ธาตุสำคัญ รวมถึงการดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ทรัพยากรเหล่านี้จึงอาจเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน
ด้าน โอลาเยมี คาร์เดโช ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย ย้อนถึงช่วงวิกฤตที่ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศค้างชำระหนี้มากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งสร้างเสถียรภาพช่วยให้ไนจีเรียชำระภาระการค้างชำระหนี้เหล่านั้นได้ และสามารถดึงดูดการลงทุนได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการธนาคารกลางไนจีเรีย กล่าวว่า ไนจีเรียยังต้องเผชิญโจทย์ระยะยาวในการกระจายความเสี่ยงออกจากรายได้ที่พึ่งพาน้ำมัน เพราะการพึ่งพาทรัพยากรชนิดเดียวไม่ใช่รูปแบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ฉะนั้นจึงต้องเน้นความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเปิดทางสู่การเติบโตที่หลากหลายขึ้น
ลดความเปราะบางด้วยการเชื่อมโยงกันจากความร่วมมือระดับภูมิภาค
แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน แต่ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด การรับมือกับแรงกระแทกเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอ เพราะความผันผวนด้านพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้
ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดความเปราะบาง เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจในภาพรวม และช่วยให้ประเทศต่าง ๆ รับมือกับความท้าทายร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น
ไทยเสนอการใช้ความร่วมมือในอาเซียนเป็นกลไกรับมือแรงกระแทก ทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA และระบบชำระเงินข้ามพรมแดน เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคเติบโตและรับมือความเสี่ยงร่วมกัน
“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องเปิดกว้าง และในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรด้วย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทย เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับอาเซียน เพราะในอาเซียนเรามีการบูรณาการด้านการค้าและการลงทุนร่วมกันแล้ว แต่เรายังสามารถทำอะไรได้อีกมาก เช่น ปัจจุบันเราค้าขายกันในกลุ่มอาเซียนประมาณ 22% เทียบกับการค้ากับสหภาพยุโรป หรือ EU ที่สูงถึงประมาณ 60% ดังนั้น เราจึงสามารถเพิ่มการค้าขายกันเองในภูมิภาคได้อีกมาก เพื่อลดความเปราะบางต่อภาวะช็อกภายนอกภูมิภาค และอาเซียนก็เป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต มีประชากรถึง 700 ล้านคนในอาเซียนที่กำลังเติบโตครับ ดังนั้นเราจึงต้องทำงานร่วมกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น” เอกนิติ กล่าว
เอกนิติ กล่าวด้วยว่า หลายประเทศสามารถร่วมมือกันเพื่อใช้ความหลากหลายในอาเซียนมาช่วยดูดซับแรงกระแทกและรับมือกับภาวะช็อกต่าง ๆ ได้ โดยหยิบยกกรณีที่ทุกประเทศในอาเซียนเผชิญราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จึงก่อให้เกิดโครงการ ASEAN Power Grid ขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้าของแต่ละประเทศ
“สปป. ลาว มีพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสีเขียวและสะอาด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็ต้องการพลังงานเช่นกัน ดังนั้นเราจึงเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าเข้าด้วยกัน และใช้พลังงานน้ำจาก สปป. ลาว ส่งผ่านผ่านประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในกรณีนี้ เราสามารถร่วมกันดูดซับแรงกระแทกด้านพลังงานได้” เอกนิติ กล่าว
“เรากำลังเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น, อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น, การเติบโตของ AI, การแบ่งขั้วที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นโดยการมุ่งเน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีเสถียรภาพเพื่อต้านทานแรงกระแทก ช่วยเหลือผู้คนในการดูดซับแรงกระแทก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด และยังช่วยให้พวกเขาปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงผ่านการเสริมพลังให้แก่ประชาชน นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย กล่าวทิ้งท้าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
