YLG ชี้สงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ทองยังมีอัพไซด์ คงเป้าปีนี้ 88,700 บ.

#ทันหุ้น - YLG ชี้ท่ามกลางสงคราม-เงินเฟ้อ-หนี้พุ่ง ทองยังมีอัพไซด์ ระยะกลางสัญญาณพักฐาน ส่วนระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ อาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullback) โดยคงเป้าสูงสุดปีนี้ 5,769 ดอลลาร์ ทองไทย 88,700 บาท
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส กัด (YLG) เปิดเผยว่านับจากต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน (15 พ.ค. 2569) ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% แม้ว่าปีนี้ระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าทุกปี แต่ภาพรวมทองคำยังสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ในการลงทุนที่ดี อย่างไรก็ดียังคงมีคำถามว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น รวมถึงหนี้ทั่วโลกที่อาจจะพุ่งเป็นเงาตามตัว แล้วราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากแค่ไหน ซึ่งทาง YLG ได้วิเคราะห์ออกมาแล้วพบว่า ภาพใหญ่ของการเคลื่อนไหวระยะยาวยังไม่เสียเทรนด์การเป็นขาขึ้น สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 - 5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือ 86,000 - 88,700 บาทต่อบาททองคำ
โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ทองคำยังสามารถรักษาเทรนด์การเป็นขาขึ้น มาจาก 3 ด้าน ดังนี้
1. แนวคิดที่ว่าหนี้สาธารณะและปริมาณเงินในระบบจำนวนมหาศาล จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หรือสกุลเงินกระดาษอื่นๆ) ด้อยค่าลง (Debasement) เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงมีนาคม 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี หรือคิดเป็นการอัดฉีดเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ
2. ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองในทุนสำรอง เพราะไม่อยากพึ่งดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarizationขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็น “ตัวเร่ง” (accelerator) ที่กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากขึ้น
3. รัฐบาลหลายประเทศ ต้องใช้การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีกสถานการณ์นี้ นอกจากจะทำให้เกิดการเทขายเงินสกุลหลัก หรือ "กลยุทธ์การลงทุนป้องกันค่าเงินเสื่อม" ( debasement trade ) อีกทั้งยังทำให้หลายประเทศ “ไม่สามารถปล่อยดอกเบี้ยสูงได้มาก หรือ นานเกินไป” เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะกระทบระบบการคลัง
อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้น สะท้อนจากการที่ราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว(200วัน)ได้ต่อเนื่อง แต่ระยะกลางมองว่าจะยังคงอยู่ในรูปของการปรับฐาน (Correction) ระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ อาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullbacks) หากการย่อตัวในระยะนี้ยังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมองว่าราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้าน โดยแม้ว่าในกรณีที่ทองคำหลุด 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ก็มีโอกาสสูงที่การย่อตัวจะไม่ต่ำกว่า Low ปี 2026 ที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4,890-4,765 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 75,200-73,250 บาทต่อบาททองคำ หากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5,400-5,285 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 83,000-81,250 บาทต่อบาททองคำ
“ดังนั้น ถ้าถามว่า Upside ของทองยังไปได้อีกไกลไหม คำตอบคือ “ยังมีพื้นที่” ทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่จะไม่ใช่เส้นตรงขึ้นตลอด มันจะเป็นตลาดที่แกว่งขึ้นและมีรอบพักฐานเป็นระยะ และมี volatility สูงกว่าช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น” นางสาวฐิภา กล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
