น้ำเหนือจ่อเจ้าพระยา! เตือน 7 จังหวัดเตรียมรับมือ

สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ชลประทานแจ้งเตือน 7 จังหวัดริมเจ้าพระยาเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมตลิ่ง ขณะที่รัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ พร้อมรับมือมวลน้ำเหนือที่คาดว่าจะไหลลงสู่ภาคกลางมากขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำเพียงพอ โดยอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,783 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 60% ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 9,999 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการติดตามปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดมีน้ำไหลผ่าน 975 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้ยังต่ำกว่าระดับตลิ่ง 6.62 เมตร
ส่วนพื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยา บริเวณอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 268 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นจาก 166 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า ขณะที่มีการรับน้ำเข้าสู่ระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันออก 186 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และทุ่งฝั่งตะวันตก 211 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา
ด้านนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี ให้เตรียมพร้อมรับมือปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วงประมาณ 500-700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำเกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะมีการประกาศแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป
สำนักงานชลประทานที่ 12 ยังเน้นย้ำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ลงไปถึงจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา และตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นอกจากนี้ ขอให้ผู้ประกอบการและประชาชนริมตลิ่งเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ รวมถึงการสไลด์ตัวของดินริมตลิ่ง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะโป๊ะ แพ และร้านอาหารริมน้ำ พร้อมเตรียมรับมือกรณีระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นประมาณ 1.50 เมตร
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เตรียมความพร้อมรับมวลน้ำจากภาคเหนือที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม โดยให้บูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือให้สามารถเข้ารับมือสถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แม้ขณะนี้ลุ่มเจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำเพียงพอ แต่แนวโน้มปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายพื้นที่ต้องยกระดับการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากปริมาณน้ำจากตอนบนเพิ่มสูงขึ้นและมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
