TrueID

ผู้ประกอบการชูมือหนุนรัฐเปิดประเทศ เร่งจัดทัพรับนักท่องเที่ยวหวังฟื้นธุรกิจ

ผู้ประกอบการชูมือหนุนรัฐเปิดประเทศ  เร่งจัดทัพรับนักท่องเที่ยวหวังฟื้นธุรกิจ
TNN ช่อง16
31 ตุลาคม 2564 ( 10:58 )
48
ผู้ประกอบการชูมือหนุนรัฐเปิดประเทศ  เร่งจัดทัพรับนักท่องเที่ยวหวังฟื้นธุรกิจ

เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์อีกครั้ง หลังจากนายกรัฐมนตรีกดปุ่มเดินหน้าเปิดประเทศ 1 พ.ย. พร้อมอ้าแขนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะทำให้ภาคธุรกิจเริ่มกลับมา ลืมตาอ้าปากกันได้อีกระลอก หลังจากที่โควิดซัดกระหน่ำทั่วโลกรวมถึงไทยตั้งแต่ต้นปี 63 เป็นต้นมา จวบจนถึงปัจจุบันก็กินระยะเวลาเกือบ 2 ปี ทำให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องบักโกรกรับผลกระทบสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 6-7 แสนล้านบาท อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


สำหรับเงื่อนไขรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยแบบไม่กักตัวครั้งนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม  ซึ่งกลุ่มแรก กำหนดคนไทยและต่างชาติที่เดินทางจาก 45 ประเทศ บวก 1 เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องมีการกักตัว และสามารถเดินทางได้ทุกจัง

หวัด เงื่อนไขคือผู้ที่จะเดินทางจะต้องพำนักในประเทศที่กำหนดนั้นๆ ต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ยกเว้นคนไทยหรือเดินทางออกจากประเทศไทย ซึ่งต้องมีการจองโรงแรมที่เป็น Alternative Quarantine(AQ)  1 คืนระหว่างรอผลตรวจ RT-PCR


กลุ่มที่สอง ผู้ที่เดินทางมาจากประเทศไหนก็ได้ (กรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ในกลุ่มที่แรก) โดยใช้หลักการเดียวกันโปรแกรมแซนบ็อกซ์ (Sandbox) และต้องเดินทางเข้ามาในพื้นที่นำร่อง 17 จังหวัด (พื้นที่สีฟ้า) คือ ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มมีการตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมง ด้วยวิธี RT-PCR และมีประกันสุขภาพอย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์ จองที่พัก 7 คืน ตามมาตรฐานและต้องเป็นโรงแรมที่อยู่ใน Sandbox area  มีการตรวจหาเชื้อซ้ำในวันที่ 6 หรือ 7 สามารถเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่แซนด์บ็อก และเมื่อครบ 7 วันแล้ว จึงจะสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นได้

    

กลุ่มสาม คือกรณีกลุ่มคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ประเภท เช่น คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลย หรือได้รับแล้วยังไม่ครบ สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขการกักกัน ในสถานที่ที่ทางราชการกำหนด ทั้งสถานกักกันโรคที่รัฐจัดให้ (SQ) สถานกักกันโรคทางเลือก (AHQ) ที่จัดการโดยเอกชน สถานกักกันโรคของหน่วยงานหรือองค์กร (OQ) และสถานที่กักกันในส่วนของโรงพยาบาล (HQ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลซึ่งแต่ละกรณีจำเป็นต้องเข้ารับการกักตัวโดยจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน บางกลุ่มจะมีการกักตัว 7 -10 วัน


ด้านแผนงานนั้นระยะแรกจะเริ่ม  1-30 พ.ย. (พื้นที่ 17 จังหวัดนำร่อง) ระยะที่ 2 เริ่ม  1-31 ธ.ค. ในเมืองหลักหรือจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด และเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ 1 ม.ค.65 ในพื้นที่นำร่องด้านเศรษฐกิจ จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน

    

ซึ่งภายหลังจากที่รัฐลั่นฆ้องเปิดประเทศครั้งนี้ ได้ทำให้ผู้ประกอบการมีความตื่นตัวกันมากแค่ไหนนั้น  TNN ONLINE ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ในหลากหลายสาขาและพื้นที่ ซึ่งล้วนแต่สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

    

เริ่มจาก นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ(ตอนบน)  มองว่า ผู้ประกอบการโรงแรมพร้อมรับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยและระบบสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด โดยใช้ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์เป็นโมเดล ซึ่งเชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือยังเป็นที่น่าสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงปลายปีที่เป็นไฮซีซั่น


ทั้งนี้ในเบื้องต้นโรงแรมที่เปิดให้บริการจะมีประมาณ 30-40% ของโรงแรมทั้งหมดและเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นผู้ประกอบการจะค่อย ๆ กลับมาทยอยเปิดบริการคาดว่าจะเป็นช่วงไตรมาส 1/65  


สำหรับยอดจองห้องพักปลายปีส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมีโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ที่รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 40% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เห็นสัญญาณบวก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งททท.และกระทรวงการต่างประเทศที่มีสำนักงานอยู่ทั่วโลกจะต้องเผยแพร่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวระบบสาธารณสุขให้ต่างประเทศได้รับรู้เพื่อดึงความเชื่อมั่น


"เที่ยวบินตรงจากต่างประเทศปลายปีมาที่เชียงใหม่ยังไม่ค่อยมีมากนัก ที่เห็นมีเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มาไทย 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ ส่วนประชากรในพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วประมาณ 50% แต่ถ้าเปิดแล้วมีการระบาดเกิดขึ้นก็ต้องร่วมกันแก้ปัญหากันไป ซึ่งจากสถิติข้อมูลภูเก็ตแซดบ๊อกซ์มีผู้ติดเชื้อ 0.3% หลังเปิดโครงการ"


ด้านนายกรัณย์ สุทธารมณ์ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.เพชรบุรี ระบุว่า ผู้ประกอบการพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าเดือนพ.ย.-ธ.ค.จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวน 1,000 คนต่อเดือนในระยะเริ่มต้นนี้สร้างรายได้ประมาณ 15-20 ล้านบาทต่อเดือน 


ซึ่งยอมรับว่ายังห่างไกลหากเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 62 ก่อนเกิดการระบาดโควิด ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 54,000-55,000 คนต่อเดือน และทั้งปี 62 จ.เพชรบุรี มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีประมาณ 550,000 คน สร้างรายได้กว่า 4,700 ล้านบาท เฉลี่ยคนละ 8,500 บาท ซึ่งในระยะถัดไป คาดว่าต้องใช้เวลาในการทำการตลาดถึงช่วงกลางปี 2565 เพื่อฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ขณะที่ นายวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงแรม SO Bangkok และ Veranda Collection Samui - Rockyโดย SO Bangkok เป็นโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักมากที่สุด โดยในช่วงสถานการณ์ปกติ สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือ VRANDA

 

นอกจากนี้ได้ปรับโฉมโรงแรม Veranda Collection Samui ใหม่ โดยมีการออกแบบและตกแต่งในสไตล์ Modern Contemporary ที่เป็นเอกลักษณ์ของวีรันดาและเสริมความเป็นไทยเข้าไป  เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้นทั้งเอเชีย อเมริกาและยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว

 

หันมาดูด้านระบบการขนส่งคมนาคมกันบ้าง ว่าจะมีความพร้อมในการรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศมากแค่ไหนนั้น นายทินกร ชูวงศ์ รองผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ระบุว่า หลังจากรัฐบาลประกาศคลายล็อกดาวน์ ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา  ประชาชนสามารถเดินทางภายในประเทศได้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้น

    

ขณะที่ บวท.พร้อมเต็มที่ในการให้บริการจราจรทางอากาศ รองรับการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. โดยคาดว่าจะมีเที่ยวบินให้บริการเฉลี่ยวันละ 900-1,000 เที่ยวบิน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ต.ค.64 จาก 26,905 เที่ยวบิน เป็น 27,285 เที่ยวบิน คิดเป็น 1.4% 

    

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ระบุว่า ได้ทำการทดสอบบริการระบบด้านภาคพื้นของสนามบินที่ดูแลทั้งหมด 6 แห่งแล้วมั่นใจว่าระบบสนามบินไม่มีปัญหา เพราะในช่วงโควิดแม้ไม่มีสายการบินใช้บริการ แต่ก็มีการตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนร้านค้าในสนามบิน จากที่ปิดบริการ ก็จะค่อยทยอยกลับมาเปิด แต่คงไม่ได้เปิดทั้งหมด ขึ้นกับความพร้อมของร้านค้าด้วย  


สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือทสภ. วันที่ 1 พ.ย. มีสายการบินแจ้งทำการบินเที่ยวบินพาณิชย์มาประมาณ 440 เที่ยวบิน แบ่งเป็น เที่ยวบินภายในประเทศ 230 เที่ยวบิน เที่ยวบินระหว่างประเทศ 110 เที่ยวบิน และเที่ยวบินขนส่งสินค้า 100 เที่ยวบิน คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางผ่าน ทสภ. ประมาณ 3 หมื่นคน แบ่งเป็น ผู้โดยสารภายในประเทศ 2.3 หมื่นคน และระหว่างประเทศ 7 พันคน 

ซึ่งการเปิดประเทศเดือน พ.ย.นี้ คาดว่าจำนวนเที่ยวบิน และผู้โดยสารคงยังไม่ได้กลับมาในทันที และมีจำนวนไม่มาก เพราะการจองตั๋วส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะจองล่วงหน้าใช้ระยะเวลาเป็นเดือน อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีงบประมาณ 65 (ต.ค.64-ก.ย.65) ท่าอากาศยาน 6 แห่งของ ทอท. จะมีผู้โดยสารรวมกว่า 60 ล้านคน ขณะที่ปีงบฯ 66 (ต.ค.65-ก.ย.66) ผู้โดยสารจะทยอยกลับมาสู่ปกติเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด 142 ล้านคน

ส่วนนายปริญญา แสงสุวรรณ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ที่ดูแลสนามบิน 29 แห่งทั่วประเทศนั้น ก็ไม่น้อยหน้า ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง กักกันพืช และกักกันสัตว์ เตรียมพร้อมระบบคัดกรองผู้โดยสารต่างประเทศ (APPS) สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในอาคารที่พักผู้โดยสาร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ แอปพลิเคชันของ ทย. (flight info) และการติดตามตัวนักท่องเที่ยว ผู้เดินทาง โดยจะใช้แอปพลิเคชันของแต่ละจังหวัดไว้เรียบร้อยแล้ว


ฝั่งการบินไทยเอง ก็เตรียมเครื่องบินไว้เทคออฟเหินฟ้ากันอย่างคึกคัก โดยนายกรกฎ ชาตะสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท การบินไทย จำกัด เล่าว่า ได้จัดเที่ยวบินในตารางการบินฤดูหนาว ปี 64-65 รองรับการเปิดประเทศอีก 36 เส้นทางบิน ซึ่งในเดือนพ.ย.64 - มี.ค.65 จะใช้เครื่องบินเดือนละ 28-30 ลำ จากเดิมที่ใช้เครื่องบินทำการบินในเดือนต.ค.อยู่ 21 ลำ พร้อมทั้งเพิ่มเที่ยวบินเป็นเดือนละ 600-700 เที่ยวบิน จากที่ในช่วงต้นปีอยู่ที่เดือนละ 200 เที่ยวบิน 

  

สำหรับสายการบินไทยสมายล์ ที่ให้บริการเส้นทางบินในประเทศ ปัจจุบันใช้เครื่องบิน 10-14 ลำให้บริการ และเมื่อเปิดประเทศ วันที่ 1 พ.ย.นี้ จะค่อยๆเพิ่มเที่ยวบินรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศ  คาดว่าจะใช้เครื่องเต็มกำลังในไตรมาส 1 ปี 65 และอัตราการบรรทุกผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 60-65% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25-35%


 ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ก็ชูมือหนุนการเปิดประเทศอย่างเต็มที่ โดยเตรียมนำเครื่องบิน 60 ลำ ให้บริการเส้นทางต่างประเทศและในประเทศ แต่อยากให้รัฐช่วยเหลือด้านเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ หลังจากที่ซบเซามานาน ด้วยการตั้งกองทุนขึ้นมาช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และอุตสาหกรรมการบิน รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องทั้งหมดวงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มาก หากเทียบกับอุตสาหกรรมการบินและท่องเที่ยว ที่สร้างรายได้ให้ประเทศนับแสนล้านบาท หรือคิดเป็น 12-13% ของจีดีพี

 

 ทั้งนี้ในเดือนพ.ย. จะเปิด 6 เส้นทางภายในประเทศ ได้แก่ เส้นทางบินสู่เชียงใหม่ น่าน ภูเก็ต นครศรีธรรมราช เชียงราย และกระบี่ โดยจากแผนที่วางไว้จะทำให้ไทยแอร์เอเชียมีเที่ยวบินสูงสุดกว่า 60 เที่ยวบินต่อวัน ขณะที่จะเพิ่มความถี่ในการบินเเละปริมาณที่นั่ง ให้กลับมาเป็น 85% ในเดือนธ.ค. เเละ 100% ในเดือนม.ค. 65 

    

 ปิดท้ายที่บมจ.การบินกรุงเทพ หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่จะกลับมาเปิดให้บริการใน 9 เส้นทางบิน พร้อมทั้งกลับมาเปิดให้บริการห้องรับรองผู้โดยสาร ณ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต และสนามบินสมุย เริ่มตั้งเเต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป


จากเสียงของผู้ประกอบการที่ประสานกันออกมา ชัดเจนว่าล้วนแต่สนับสนุนนโยบายการเปิดประเทศของทางรัฐบาลแบบสุดลิ่ม 


แต่ที่สำคัญที่ต้องไม่ลืมก็คือ ความปลอดภัยและมาตรการด้านสาธารณสุขที่จะต้องเข้มงวด และตั้งการ์ดสูงไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากรัฐบาลและผู้ประกอบการพอใจแต่ในมุมเศรษฐกิจและธุรกิจที่กลับมาเดินหน้าได้ แต่ละเลยในเรื่องของความปลอดภัยและการควบคุมโรค การเกิดคลัสเตอร์ใหม่และการระบาดรุนแรงรอบใหม่ คงเป็นสิ่งที่หลีกหนี้ไม่พ้น 


ซึ่งจะทำให้ความหวังที่จะเห็นรายได้จากการท่องเที่ยวฟื้นกลับมาช่วยพลิกเศรษฐกิจให้เฟื่องฟูเหมือนก่อนโควิดนั้น ดับวูบไปได้เช่นกัน


ที่มา :


ภาพประกอบ : พิกซาเบย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง