JMTเป้าปี71กำไร1.8พันล. ลุยยกระดับสู่ดิจิทัลเอเอ็มซี

#JMT #ทันหุ้น - JMT เปิดแผน JUMP+ ตั้งเป้าปี 2571 กำไรสุทธิแตะ 1.8 พันล้านบาท กรอสมาร์จิ้นมากกว่า 69.5% จากปี 2569 อยู่ที่ 1.02 พันล้านบาท และ 68.4% ตามลำดับ เหตุมุ่งนำ AI เพิ่มประสิทธิภาพ-ยกระดับธุรกิจ สู่ Digital AMC พร้อมตั้งงบลงทุนปีละ 2 พันล้านบาท ซื้อหนี้เสียเข้าพอร์ต แจงปีนี้ตั้งสำรองลดลง หนุนกำไรปีนี้โต 30% พร้อมเตรียมเงินสดคืนหุ้นกู้ 2 พันล้านบาท ครบกำหนดมิถุนายน-พฤศจิกายนแล้ว
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)หรือ JMT เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า บริษัทเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะสร้างผลกำไรสุทธิ (Net Profit) ในปี 2571 อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 1,029.56 ล้านบาท โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ การนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้สนับสนุนกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงการขยายโอกาสทางธุรกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพของบริษัท และบริษัทตั้งงบลงทุนซื้อหนี้ปีละ 2,000 ล้านบาท
@ นำ AI ยกระดับธุรกิจ
สำหรับแผนกลยุทธ์ยกระดับการดำเนินงาน AMC ด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล มีเป้าหมายเพื่อยกระดับธุรกิจบริหารจัดการหนี้ของ JMT สู่การเป็น Digital AMC อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ตลอดทั้งห่วงโซ่การดำเนินงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์และประเมินพอร์ตหนี้ การคัดกรองและจัดกลุ่มลูกหนี้ การออกแบบกลยุทธ์ติดตามทวงถามที่เหมาะสมในแต่ละกรณี ไปจนถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย (NPA) เช่น การพัฒนาApplication ที่เข้าถึงลูกหนี้ได้ และเป็นช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าได้สะดวกผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย
โดย การนำ AI และระบบดิจิทัลมาใช้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ลดการพึ่งพากระบวนการที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive) และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม อันนำไปสู่การลดต้นทุนการบริหารจัดการ เพิ่มอัตราการกู้คืนหนี้ (Collection Efficiency) และสร้างเสถียรภาพของกระแสเงินสดในระยะยาว ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการ สร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนทางการเงินของธุรกิจ AMC ในอนาคต
ทั้งนี้ตั้งเป้าอัตราส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ AMC ใน 3 ปี (2569-2571) อยู่ที่มากกว่า 69.5% จากปี 2568 อยู่ที่ 68.4% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (ก่อนตั้งสำรอง ECL) ในช่วง 3 ปี 2569 ให้น้อยกว่า 16.5% ปี 2570 ให้น้อยกว่า 16% และปี 2567 น้อยกว่า 15.5% จากปี 2568 อยู่ที่ 16.2%
@ตั้งสำรองลดดันกำไร
นายสุทธิรักษ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเมื่อสภาวะเศรษฐกิจเริ่มตึงตัวและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีความต้องการกู้ยืมสินเชื่อบางประเภทมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่ม Non-Bank ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของ NPL ในระบบตามมาเป็นธรรมชาติ ทำให้ส่วนตัวคาดว่าหนี้เสียก็จะไหลออกมาเปิดประมูลมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันบริษัทได้ทำสัญญาซื้อหนี้เข้ามาบริหารแล้ว 2 ดีล เตรียมประกาศเร็วๆ นี้ และในเบื้องต้นปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุน 2 พันล้านบาท
บริษัทตั้งเป้ากำไรสุทธิปีนี้โต 30% จากปีก่อน โดยปัจจัยหลัก มากจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ที่ลดลง เหลือประมาณ 800 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มีการตั้งสำรอง 900 ล้านบาท แม้จะเห็นตัวเลขการตั้งสำรองลดไม่มาก แต่ผลดีจะมากกว่า เพราะการกลับรายการ (Reverse) ที่เคยตั้งไว้สูง มาเป็นกำไร ขณะที่ยอดการจัดเก็บหนี้ปีนี้ยังดีอยู่ที่ระดกั้บ 7,000-8,000 ล้านบาท จากหนี้ยังคงจ่ายหนี้ต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ยอดการเร่งปิดชะลอลง เพราะอยากต้องการเก็บเงินสดไว้ก่อน
@เตรียมเงินคืนหนี้
“เราเหลือการตั้งสำรองอีก 2 ไตรมาสก็จบแล้ว จากปีนี้ที่เราแจ้งไว้ว่าจะตั้งสำรอง 3 ไตรมาส เพื่อให้สำรองมีความแข็งแกร่ง แต่ก็จะตั้งสำรองน้อยกว่าปีก่อน ”
สำหรับขณะนี้บริษัทเตรียมเงินไว้พร้อมแล้ว 2,000 ล้านบาท สำหรับการชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือนมิถุนายน 2569 จำนวน 1,146.50 ล้านบาท และเดือนตุลาคม 823.30 ล้านบาท ส่วนที่จะครบเดือนพฤศจิกายน 443.80 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะออกหุ้นกู้หรือไม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
