จีนปั้น SMEs อย่างไร? เปิด 5 ยุคพัฒนาธุรกิจ จากฐานรากสู่ “โรงงานของโลก” (ตอน 1)

จากงาน Dinner Talk ของหลักสูตรสถาบันผู้นำตลาดจีน “China Wealth” รุ่นที่ 3 เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2026 ซึ่งผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นในประเด็น “การพัฒนา SMEs ของไทย” โดยเฉพาะแนวคิดการสร้าง SMEs ไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคต
ต่อมามีผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เข้าร่วมหลักสูตรสอบถามขึ้นว่า “แล้วจีนพัฒนา SMEs อย่างไร?”
ผมจำได้ว่าในคืนนั้นได้อธิบายไปสั้น ๆ ว่า จีนดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ และมีความเป็นรูปธรรม พร้อมเปรยว่า “เรื่องมันยาว” และต้องใช้เวลาในการลงรายละเอียด ก่อนจะรับปากว่าจะเขียนบทความเรื่องนี้ให้ทุกคนได้อ่านกัน
ก่อนอื่น ผมขอบอกว่า จีนตระหนักถึงความสำคัญของ SMEs ในฐานะหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของขนาดและบทบาทที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
ณ สิ้นปี 2025 จีนมีจำนวน SMEs มากกว่า 63 ล้านราย คิดเป็นกว่า 95% ของนิติบุคคลทั้งหมดในประเทศ
สถิติยังระบุว่า SMEs จีนสร้าง GDP กว่า 60% สร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีกว่า 70% ของประเทศ และจ้างงานแรงงานในเขตเมืองกว่า 80%
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเปรียบ SMEs ว่าเป็น “เส้นเลือดฝอย” ของเศรษฐกิจมหภาค
หากมองย้อนกลับไปนับตั้งแต่ช่วงที่จีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอก เราอาจแบ่งพัฒนาการของ SMEs จีนออกได้เป็น 5 ยุคสำคัญ ดังนี้
ยุคที่ 1 การเริ่มต้นของเศรษฐกิจผู้ประกอบการ ช่วงปลายทศวรรษ 1970-1980
ยุคนี้ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐไปสู่เศรษฐกิจตลาด หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978 จีนเริ่มปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจจากภาคเอกชนและระดับท้องถิ่น
หัวใจสำคัญของยุคนี้คือการเติบโตของกิจการส่วนบุคคล กิจการเอกชน ธุรกิจครอบครัวและหมู่บ้าน รวมถึงโรงงานขนาดเล็กในระดับเมืองและชนบท
จุดเด่นของ SMEs ในยุคแรกเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ประชาชนต้องการอะไร และเราจะผลิตให้ได้เร็วและราคาถูกได้อย่างไร?”
ในเวลานั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รู้สึกว่า จีนขาดแคลนแทบทุกอย่าง จนเกิดแนวคิดว่า “ผลิตอะไรออกมาก็ขายได้หมด”
ธุรกิจจีนจำนวนมากจึงเติบโตจากการผลิตสิ่งทอ รองเท้า ของเล่น เครื่องใช้ในครัวเรือน อาหาร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
บทเรียนสำคัญที่เราควรเรียนรู้ก็คือ จีนสร้างระบบผู้ประกอบการจากฐานราก โดยไม่ได้รอให้ทุกคนมีเทคโนโลยีสูงเสียก่อน
บันไดขั้นแรกของ SMEs จีนเริ่มจากการสร้างงาน สร้างรายได้ สะสมทุน และต่อยอดไปสู่การขยายธุรกิจ
ยุคที่ 2 “Made in China” และการเป็นโรงงานของโลก ช่วงปี 1990-2000
เมื่อจีนเปิดประเทศและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ SMEs จีนก็เข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ยุโรป และสหรัฐฯ รวมทั้งฮ่องกงและไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ SMEs จีนจำนวนมากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
โมเดลสำคัญของจีนในยุคนี้คือ จีนไม่ได้พยายามผลักดันให้ SMEs ทุกแห่งสร้างแบรนด์ของตัวเองในทันที แต่ใช้โมเดล “รับงานผลิตจากโลก แล้วเรียนรู้”
เราจึงเห็น SMEs จีนจำนวนมากเริ่มต้นจาก “การรับจ้างผลิต” หรือ OEM โดยรับคำสั่งซื้อจากบริษัทต่างชาติ เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิต มาตรฐานด้านคุณภาพ และโนว์ฮาวด้านการบริหารจัดการโรงงาน
จากนั้น SMEs จีนจึงค่อย ๆ ขยับขึ้นไปในห่วงโซ่แห่งคุณค่า จาก OEM ไปสู่ ODM หรือการผลิตที่มีส่วนร่วมในการออกแบบสินค้ามากขึ้น ก่อนยกระดับต่อไปสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง
ยุคที่ 3 การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ช่วงปี 2001-2015
การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Cluster อาจถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่นำไปสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการพัฒนา SMEs จีนในยุคใหม่
จีนเริ่มเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ทั้งระบบ และพัฒนา SMEs แบบ “แม่นยำ” มากขึ้น โดยไม่ได้พัฒนาแบบกระจัดกระจายเหมือนในอดีต
ผมสังเกตเห็นว่า รัฐบาลจีนกำหนดยุทธศาสตร์ “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งอุตสาหกรรมหลัก” โดยให้แต่ละเมืองของจีนเป็นฐานการผลิตเฉพาะด้านในแต่ละสินค้า
ตัวอย่างเช่น จินเจียง ในมณฑลฝูเจี้ยน เป็นเมืองแห่งรองเท้ากีฬา เส้าซิง ในมณฑลเจ้อเจียง เป็นเมืองแห่งสิ่งทอ โฝวซาน ในมณฑลกวางตุ้ง เป็นเมืองแห่งเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ซัวเถา ในมณฑลกวางตุ้ง เป็นเมืองแห่งของเล่น หนิงโปว ในมณฑลเจ้อเจียง เป็นเมืองแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก และเซินเจิ้น ในมณฑลกวางตุ้ง เป็นเมืองแห่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
การพัฒนาตามแนวคิดดังกล่าวทำให้ SMEs จีนไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ยกตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตสินค้าแห่งหนึ่งอาจมีบริษัทที่อยู่โดยรอบทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วน ทำแม่พิมพ์ ออกแบบสินค้า ทำบรรจุภัณฑ์ พิมพ์ฉลาก ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ตรวจสอบคุณภาพ และทำการตลาดออนไลน์
ต่อมา เมื่อสี จิ้นผิง เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาเมืองจาก “รายเมือง” ไปสู่ “กลุ่มเมือง”
เริ่มจาก 3 กลุ่มเมืองสำคัญทางซีกตะวันออกของจีน ได้แก่ “จิงจินจี้” บริเวณ “คอไก่” ปากแม่น้ำแยงซีเกียง บริเวณ “คอไก่” และ Greater Bay Area หรือ GBA บริเวณ “ท้องไก่”
การพัฒนา “กลุ่มเมือง” ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะในด้านอุปสงค์เท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ในด้านอุปทานด้วย ส่งผลให้จีนสามารถยกระดับไปสู่การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในระดับ “กลุ่มเมือง” ที่มีความแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในช่วงปลายยุคนี้
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMEs จีนสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง เพราะกิจการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศโดยรวม ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “ความเร็วแบบจีน” หรือ China Speed
นอกจากนี้ การพัฒนา “กลุ่มเมือง” ซึ่งเริ่มต้นจาก 3 กลุ่มเมืองทางซีกตะวันออกของจีน ยังได้ขยายไปสู่พื้นที่ตอนกลางและซีกตะวันตกของประเทศ จนกลายเป็น 5 กลุ่มเมืองสำคัญของจีนในปัจจุบัน และจะเป็น “ต้นแบบ” สำหรับการพัฒนาอีกประมาณ 20 กลุ่มเมืองของจีนในระยะยาว
อ่านต่อตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
