รีเซต

FPI ผลงานติดเทอร์โบ  อินเดียหนุนมาร์จิ้นดีด

FPI ผลงานติดเทอร์โบ  อินเดียหนุนมาร์จิ้นดีด
ทันหุ้น
8 มกราคม 2569 ( 01:45 )
4

นายสมพล  ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มธุรกิจปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ตลาด ได้แก่ ไทย อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งคาดว่าตลาดซาอุดีอาระเบียจะหนุนผลการดำเนินงานให้ขยายตัวชัดเจนในระยะถัดไป พร้อมตั้งเป้า EBITDA ปี 2571 ที่ระดับ 900 ล้านบาท สอดคล้องกับแผน “Jump+” ที่บริษัทได้แจ้งไว้ต่อตลาดหลักทรัพย์ แล้ว

อินเดียโต 50%

สำหรับตลาดอินเดีย บริษัทคาดปี 2569 จะขยายตัวราว 50% จากการได้รับงานของ Toyota เพิ่มขึ้น โดยปีก่อนบริษัทได้งานรวม 6 โครงการ ส่งผลให้ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มดังกล่าวประมาณ 55% ขณะที่อีก 45% เป็นของผู้ผลิตรายอื่น อาทิ Suzuki อีกทั้งโครงการของ Toyota บางรุ่นเริ่มสร้างอัตราการกำไรให้กับบริษัทได้บ้างแล้ว

ทั้งนี้ บริษัทประเมินกำลังการผลิตและออเดอร์ในอินเดียรายโมเดลอยู่ที่ประมาณ 3,000–4,000 คันต่อเดือน และเมื่อรวมหลายรุ่นอาจทำได้ราว 20,000 คันต่อเดือน พร้อมคาดว่าธุรกิจในอินเดียไม่น่าจะติดลบแล้ว และจะเริ่มกลับมาเป็นบวก ช่วยหนุนมาร์จิ้นรวมของบริษัท

ด้านความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานที่ซาอุดีอาระเบีย บริษัทคาดจะเริ่มงานได้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยยืนยันว่ามีลูกค้าแล้ว และอยู่ระหว่างเดินหน้าขยายฐานธุรกิจ เนื่องจากตลาดรถยนต์ในซาอุดีอาระเบียมีราว 5 ค่ายหลัก ซึ่งบริษัทเริ่มรับงานเข้ามาแล้ว และมีสถานะเป็นซัพพลายเออร์ในตลาดดังกล่าว

นายสมพล กล่าวต่อว่า หากบริษัทสามารถรับออเดอร์จากตลาดซาอุดีอาระเบียได้ตามเป้าหมายที่ 50,000 คัน จะช่วยหนุนการเติบโตได้มาก เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีการแข่งขันต่ำแทบไม่มีคู่แข่ง และมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ดี โดยประเมินว่าดีกว่าอินเดีย ประมาณ 10% อีกทั้งค่าเงินซาอุดีอาระเบียน เป็นระบบ Fixed ทำให้ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าอินเดียที่เคยเผชิญแรงกดดันจากค่าเงิน

ส่วนตลาดในประเทศไทยยังเติบโตได้ แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมือง แต่ตลาดหลักของ FPI อยู่ที่การส่งออก โดยบริษัทคาดอัตราการเติบโตปี 2569 ราว 5% และปี 2570 อยู่ที่ 8.5% ก่อนเร่งขึ้นเป็น 13.1% ในปี 2571 ตามการขยายงานใน 3 ตลาดหลัก

แบ็กล็อกพันล.

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทตั้งสมมติฐานค่าเงินบาทไว้ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากแข็งค่าต่ำกว่า 29 บาทต่อดอลลาร์ อาจต้องพิจารณาปรับแผนใหม่

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกจากตลาดซาอุดีอาระเบีย โดยอยู่ระหว่างรอความชัดเจนและการประกาศโครงการเพิ่มเติม ซึ่งบริษัทมองว่ามีโอกาสได้งานใหม่สูง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง