รีเซต

เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอน 2)

เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอน 2)
TNN ช่อง16
16 กันยายน 2569 ( 12:09 )
9

ประการแรก “การแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างตรงจุด” (Targeted Poverty Alleviation) จีนตระหนักดีว่า “ท้องต้องอิ่มก่อน” จึงจะสามารถเปลี่ยนผู้คนในชนบทให้เป็น “พลัง” จึงมุ่งสร้างงานและอาชีพใหม่ที่ดีกว่าจากต้นทุนและทรัพยากรที่มีอยู่เดิม อาทิ การเปลี่ยนบ้านพัก โครงสร้างเดิม และวิถีชีวิตเกษตรกรรมให้เป็นโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

รวมไปถึงการฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยชูจุดขายด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น หัตถกรรม และอาหารพื้นบ้าน รวมทั้งศิลปะภาพเขียนตามผนังอาคารและการตกแต่งภายในหมู่บ้าน เพื่อสร้าง “ความภาคภูมิใจ” ให้คนรุ่นใหม่กลับมาทำงานที่บ้านเกิด และ “จุดถ่ายภาพ” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น

ภายใต้โมเดลดังกล่าว “อวี้ชุน” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่กำลังเปลี่ยนชนบทให้เป็น “ระบบเศรษฐกิจใหม่” ที่เชื่อมเกษตรกรรม วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การค้าออนไลน์ การอยู่อาศัย และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน

จุดสำคัญอยู่บนหลักคิดที่เปลี่ยนจากการ “ขายสถานที่” เป็นการ “ขายประสบการณ์” โดยโมเดลเก่าอาศัยการมีอยู่ธรรมชาติ (ภูเขา นา และหมู่บ้าน) ลงทุนสร้างรีสอร์ต และรอคอยการมาใช้บริการของนักท่องเที่ยว แต่โมเดลในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการบูรณาการภูมิทัศน์ วิถีชีวิต อาหาร เกษตรกรรม วัฒนธรรม และเรื่องราว รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมสรรพ อันนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งที่โลกอาจเรียนลัดจากกรณีศึกษานี้ได้ก็คือ สายน้ำ ภูเขา ทุ่งนา และวิวทิวทัศน์อื่นอาจมีอยู่ทุกประเทศ แต่ประสบการณ์เฉพาะถิ่นเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยาก

นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้ทำเพียง “การไปส่องหมู่บ้าน” แต่สามารถใช้เวลาพักผ่อนในบ้านของคนท้องถิ่นที่แปลงเป็นโฮมสเตย์ ทำอาหารพื้นถิ่น เก็บผักและผลไม้ ทำงานหัตถกรรม เรียนรู้วัฒนธรรม เดินป่า ปั่นจักรยาน และกิจกรรมอื่น และซื้อสินค้าเกษตรและอื่นๆ กลับบ้านเป็นของฝาก รวมไปถึงการแชร์ประสบการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่ง

ยกตัวอย่างเช่น กระแสความนิยมในการสั่งสมประสบการณ์จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร (Farm-to-Table Experience) ในชนบทจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มยอมจ่ายเงินเพื่อเก็บผักผลไม้ ทำอาหาร และรับประทานอาหารกับครอบครัวท้องถิ่น

นี่เป็นแนวคิดที่สะท้อนว่าชุมชนเมืองกำลังสร้างอุปสงค์สำหรับความเป็นชนบท ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก เพราะสิ่งที่คนเมืองเคยมองว่าเป็นบ้านเก่า นาข้าว ลำธาร อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม วิถีเกษตร และความเงียบสงบ กลายเป็นสิ่งที่คนเมืองยอมจ่ายเงินเพื่อสัมผัส

ยิ่งชุมชนเมืองมีความหนาแน่นสูง ก็ยิ่งเกิดความต้องการในธรรมชาติ วิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ความแท้จริง และการดูแลสุขภาพ พื้นที่ชนบทซ่อนไว้ซึ่งศักยภาพในการเป็นทั้งจุดหมายปลายทางในช่วงวันหยุด และสถานที่สำหรับการใช้ชีวิตและทำงานรูปแบบใหม่ได้ด้วย 

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้โลกเห็นว่า “ความธรรมดา” ของวิถีชีวิตผู้คนในชนบทสามารถกลายเป็น “สินค้าเชิงประสบการณ์” ที่ทรงคุณค่าได้ในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่แออัดทำให้คนต้องการชนบทและธรรมชาติ ระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวช่วยสร้างงานใหม่ในพื้นที่ชนบท เกษตรกรรมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ แต่สามารถเพิ่มมูลค่าด้วย “ประสบการณ์และแบรนด์”

นอกจากนี้ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่กำลังส่อเค้าว่าจะหายไปถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทของจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “การท่องเที่ยว” แต่เป็นเครื่องมือของการสร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับพื้นที่ชนบท การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการปกป้องวัฒนธรรม การยกระดับการบริโภค และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น และรูปแบบการท่องเที่ยวที่ถูก “จริต” รวมทั้งประโยชน์จากการดำเนินนโยบาย “วีซ่าฟรี” (Visa-Free Policy) กับมากกว่า 50 ประเทศ/ภูมิภาค และ “วีซ่าเปลี่ยนเครื่อง” (Transit Visa) ที่ขยายจากเดิมเพียง 2-3 วันเป็นถึง 10 วัน ทำให้ชาวต่างชาติเริ่มขยายการท่องเที่ยวลงสู่พื้นที่ชนบทของจีน 

_อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ชนบทยังมีจำนวนค่อนข้างน้อยในปัจจุบัน แต่จีนก็มองว่าตลาดกลุ่มนี้เป็น “ส่วนเสริม” ที่มีแต่ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ประการที่ 2 “กลไกก่อนโครงสร้างพื้นฐาน” (Mechanism before Infrastructure) กล่าวคือ จีนให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง “กลไก” ว่าต้องมาก่อนการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก” เพื่อให้ “การกระจายรายได้” ของคนในท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

จีนมองว่า ปัญหาพื้นฐานของการพัฒนาพื้นที่ในชนบทจำนวนมากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา มักวนเวียนอยู่กับการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐที่อัดเงินงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ที่แฝงไว้ซึ่งปัญหาทุจริตคอรัปชั่น อาทิ อาคารสถานที่ ถนน และศูนย์ท่องเที่ยว แต่กลับไม่มีคนใช้ และปล่อยทิ้งร้างจนชำรุดทรุดโทรม

เพื่อแก้ไขปัญหา “โลกแตก” ดังกล่าว จีนจึงพยายามตอบโจทย์ด้วยการเริ่มต้นโครงการจากการออกแบบก่อนว่า ใครเป็นเจ้าของ? ใครลงทุน? ใครบริหาร? ชาวบ้านได้ประโยชน์อย่างไร? รายได้แบ่งกันอย่างไร? ใครรับผิดชอบการอนุรักษ์? ใครทำการตลาด? 

ขณะเดียวกัน แทนที่จะ “แยก” คนในหมู่บ้านออกจากสมการหรือเป็นเพียง “ผู้ดู” เพียงอย่างเดียว จีนกลับพยายามทำให้คนในหมู่บ้านเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” โดยการสร้างกลไกให้ชาวบ้านเป็น “เจ้าของร่วม” ในผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างกระจายตัวและยั่งยืนในที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยน “เกษตรกร” จากผู้ถูกพัฒนาเป็น “ผู้ประกอบการ” นี่อาจเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของโมเดลการพัฒนา กล่าวคือ ในโมเดลเดิม ชาวบ้านมักเป็นเพียงผู้ให้เช่าที่ดิน แรงงาน และผู้จำหน่ายสินค้า แต่โมเดลใหม่พยายามให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้ให้บริการ ผู้ผลิตสินค้า และผู้ถือหุ้นในระบบท่องเที่ยว

ภายหลังการนำเอาโมเดล “อวี้ชุน” ไปประยุกต์ใช้ระยะหนึ่ง ผลปรากฏว่า จีนได้รับการยกย่องว่ามี “หมู่บ้านท่องเที่ยวดีเด่น” ราว 20 แห่งจาก UN Tourism ซึ่งนับว่ามีจำนวนมากที่สุดในโลก นี่อาจถือเป็นเครื่องยืนยันจากนานาชาติว่าโมเดลนี้ประสบความสำเร็จและเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ได้ศึกษาเรียนรู้

กำลังสนุกเลย แต่วันนี้พื้นที่ผมหมดแล้ว ขอยกยอดไปคุยกันต่อในตอนหน้าครับ ...

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง