เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอน 1)

การท่องเที่ยวนับเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่สำคัญยิ่งของจีนในยุคหลังโควิด-19 ที่รัฐบาลจีนเน้นย้ำการสร้างการเติบโตจากภายในประเทศ (Internal Circulation) และการพึ่งพาตนเองในระดับที่สูงขึ้น และดูจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นตามแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 (2026-2030) ที่กำหนดให้ “การกระตุ้นภาคการบริโภคภายในประเทศ” มีความสำคัญอันดับแรก ท่ามกลางการเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อาทิ สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูง และปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้เศรษฐกิจจีน “แกว่งตัว” และเติบโตใน “ดุลยภาพใหม่” ที่ไม่หวือหวาดังเช่นในอดีต
นอกเหนือจากการสนับสนุนการท่องเที่ยวใน “เมืองหลัก” และ “เมืองรอง” แล้ว จีนยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวใน “พื้นที่ชนบท” เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองกับชนบท
ความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทนำไปสู่สิ่งดีๆ ในหลายส่วน อาทิ การเปลี่ยน “เงินออม” ของภาคประชาชนไปสู่ “การใช้จ่ายจริง” ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว การตอบโจทย์ “เศรษฐกิจทางอารมณ์” (Emotional Economy) ผ่านการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และการกระจายความเจริญสู่ระดับ “รากหญ้า” แล้ว ประการสำคัญโมเดลของจีนกำลังสร้างแรงบันดาลใจแก่โลกอย่างคาดไม่ถึง ...
คำถามสำคัญก็คือ จีนมี “ต้นแบบ” โมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทอย่างไร จากการศึกษาพบว่า “ต้นแบบ” ของโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างส่วนใหญ่ยึดโยงกับแนวคิดหลักของ “โมเดลอวี้ชุน” (Yucun Model)
“อวี้ชุน” เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กในอำเภออันจี๋ (Anji) เมืองหูโจว (Huzhou) มณฑลเจ้อเจียง อยู่ทางซีกตะวันตกของนครหังโจว (Hangzhou) เมืองหลวงของมณฑลไปราว 80 กิโลเมตร กล่าวได้ว่า อวี้ชุนตั้งอยู่ในบริเวณ “อกไก่” ของจีน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีความเจริญสูง เมื่อเทียบกับของพื้นที่อื่น
แต่อวี้ชุนในอดีตก็ไม่ได้เจริญและสะดวกสบายมากนักอันเนื่องจากสาเหตุหลายประการ กล่าวคือ ในอดีต เศรษฐกิจจีนก็ยัง “ติดหล่ม” จากความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศที่ลากยาวนับร้อยปี ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของหมู่บ้านแห่งนี้ก็พึ่งพาอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นหลัก ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านจำนวนมากมีรายได้จากการประกอบอาชีพในเหมือง
อย่างไรก็ดี เมื่อแร่ธรรมชาติหร่อยหรอ ชาวบ้านก็เริ่มตระหนักว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าวขาดความยั่งยืน จึงรับเอาแนวคิด “ธรรมชาติเป็นทุน” เข้ามา
โดยเดินหน้าปรับเปลี่ยนจากหมู่บ้านทำเหมืองที่มี “มลพิษสูง” ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “คาร์บอนต่ำที่มีรายได้สูง” โดยอาศัยโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ควบคู่กันไป ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของปรัชญาการพัฒนาอันโด่งดังของ สี จิ้นผิง ที่ว่า “เขาเขียวน้ำใส คือภูเขาเงินภูเขาทอง” ในเวลาต่อมา
“การเดินทางไกลเริ่มต้นด้วยก้าวแรกเสมอ” เมื่อปักหลักตั้ง “เข็มทิศ” กำหนดแนวทางและทิศทางของโมเดลการพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในหมู่บ้านอวี้ชุนก็จับมือร่วมกันดำเนินการอย่างเป็นระบบ จริงจัง ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม ดังปรากฏในหลายโครงการ
อาทิ การเปลี่ยนพื้นที่เหมืองเก่าให้เป็นสวนสาธารณะและอ่างเก็บน้ำ พร้อมการปลูกป่าทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้โบราณและป่าไผ่ และทำแปลงเกษตรพืชผักครอบคลุมถึง 90% พื้นที่โดยรวม บางส่วนยังถูกใช้เพื่อการพักผ่อนและท่องเที่ยว เช่น ทุ่งบัว ส่งผลให้คนในท้องถิ่นเปลี่ยนอาชีพจากแรงงานเหมืองแร่เป็นผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านอาหารเชิงนิเวศที่มีจุดขายในเรื่อง “ความปลอดภัย” และ “ธรรมชาติ” และสินค้าเกษตรอินทรีย์ และบริการ “เดินป่า”
นอกจากนี้ โครงการยังครอบคลุมถึงการนำไปสู่นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ อาทิ โครงการติดตั้งระบบพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา อาคารประหยัดพลังงาน และอื่นๆ ผ่านการใช้ระบบเครดิตสีเขียว (Green Credit) ที่สถาบันการเงินจัดสรรสินเชื่อเพื่อการดำเนินโครงการติดตั้งโซล่าเซลล์ การจัดหายานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาอาคารสีเขียว
ระบบดังกล่าวยังครอบคลุมถึงระบบสะสมแต้มและใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมที่มอบให้กับบุคคล องค์กร หรือชุมชนย่อยเมื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกป่า การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการอนุรักษ์ดิน โดยสามารถนำแต้มสะสมไปซื้อขาย เปลี่ยนเป็นเงินสด หรือแลกซื้อสินค้ากับร้านค้าในหมู่บ้านได้
นอกจากนี้ยังมีโครงการสนับสนุน SME สีเขียวที่มุ่งเน้นการพัฒนาและดึงดูด SME ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน และโครงการพันธมิตรอวี้ชุนระดับโลก (Yucun Global Partners) โดยพยายามดึงดูดทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถ อาทิ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตัล (Digital Nomad) สตาร์ทอัพ และนักออกแบบรุ่นใหม่ ให้เข้ามาทำงานและผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ และแก้ไขปัญหา “สมองไหล” ของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านไปพร้อมกัน
ความสำเร็จในการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมทำให้โมเดลดังกล่าวได้กลายเป็น “ต้นแบบ” ที่รัฐบาลจีนนำไปประยุกต์ใช้ทั่วประเทศผ่านยุทธศาสตร์การสร้างความกระชุ่มกระชวยในพื้นที่ชนบท (Rural Revitalization) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญระดับโลกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้โดยไม่ต้องแลกอย่างใดอย่างหนึ่ง จนทำให้องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ยกย่องให้ “อวี้ชุน” เป็น “หมู่บ้านท่องเที่ยวดีเด่น” (Best Tourism Villages) ในเวลาต่อมา
โมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทของจีนในยุคหลังสามารถ “ถอดรหัส” ได้ในหลายองค์ประกอบสำคัญ และอาจใช้เป็น “บทเรียน” ให้โลกได้เรียนรู้ในหลายด้าน เราไปเจาะลึกกันในตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
