เมื่อโมเดลการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของจีนอาจเปลี่ยนโลก (ตอน 3)

“หมู่บ้านท่องเที่ยวดีเด่น” ของจีนที่ได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติดังกล่าวต่างซ่อนไว้ซึ่งอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ เช่น หมู่บ้าน “อาเจื๋อเคอ” ในมณฑลยูนนานซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แกนกลางของระเบียงนาข้าวขั้นบันไดฮาหนิ โดยชาวบ้านนำเอานาข้าวและบ้านเรือนของตนมาเป็นหุ้น ขณะที่บริษัทการท่องเที่ยวของหมู่บ้านก็ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการหลักในการให้บริการและจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เช่น การเดินชมนาข้าวขั้นบันได โดยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างลงตัว และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึง
หมู่บ้าน “ฉือปาต้ง” มณฑลหูหนานถือเป็นหมู่บ้านแห่งแรกที่ริเริ่มนโยบาย “การขจัดความยากจนแบบมุ่งเป้า” โดยการบูรณะบ้านโบราณ เพิ่มนิทรรศการจักสานและงานปักของคนท้องถิ่น และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรที่เป็นอัตลักษณ์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว
ขณะที่หมู่บ้าน “กวนหยาง” ในมณฑลฝูเจี้ยนก็โดดเด่นจากการฟื้นฟูมรดกโลกทางวัฒนธรรม “ตูลู” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของ “บ้านดิน” โดยการปรับเปลี่ยนอาคารเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ควบคู่ไปกับธุรกิจที่พักโฮมสเตย์และร้านอาหารพื้นบ้าน ทำให้สิ่งปลูกสร้างโบราณพื้นถิ่นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หมู่บ้าน “ซีโถว” ในมณฑลเจ้อเจียงเป็นแหล่งสืบทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและเทคนิคการเผาเครื่องเคลือบเขียวหลงเฉวียน โดยอาศัยวัฒนธรรมดังกล่าวในการสร้างพื้นที่สืบทอดทางวัฒนธรรม ฐานสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ และแบรนด์งานเทศกาลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้าน “เสียวกั่ง” ในมณฑลอันฮุยที่เป็นแหล่งกำเนิดของการปฏิรูปชนบทของจีน โดยเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ อาทิ พิพิธภัณฑ์ “การปฏิรูประบบเกษตรแบบรวมกลุ่ม” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการปฏิรูปพื้นที่ชนบทในอดีตที่ทรงคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว
ขณะที่หมู่บ้าน “หวงกั่ง” ในมณฑลกุ้ยโจวก็มีชื่อเสียงจากการสืบทอดเพลงต้าฉือของชาวต้งที่มีอายุมากกว่า 800 ปี เพลงต้าฉือได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของยูเนสโกผ่านการสร้างคณะสืบทอดระดับมืออาชีพและการจัดประกวดเพลง ทำให้วัฒนธรรมยังคงมีชีวิตชีวาสืบต่อไป
ตัวอย่างสุดท้ายได้แก่ หมู่บ้าน “ต้าจ้าย” ในมณฑลกวางสีที่เป็นที่กล่าวขวัญในเรื่องแหล่งมรดกนาขั้นบันได “หลงจี๋” หมู่บ้านแห่งนี้พัฒนาโฮมสเตย์กว่า 200 แห่งทำให้มีรายได้จากธุรกิจโฮมสเตย์ (ปีละกว่า 5 แสนหยวน) และร่วมมือกับบริษัทท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์โดยได้รับเงินปันผล 7% จากรายได้ค่าเข้าเพื่อบำรุงรักษานาขั้นบันได และมีระบบจ่ายเงินอุดหนุนเกษตรกรที่ยังคงทำนาครัวเรือนกว่า 60% ส่งผลให้หมู่บ้านสามารถกระจายรายได้ผ่านแหล่งรายได้จาก 5 แหล่ง อันได้แก่ เงินปันผล เงินอุดหนุนนาขั้นบันได ค่าเช่าที่ดิน เงินอุดหนุนชลประทาน และธุรกิจท่องเที่ยวไปยังชาวบ้าน 285 หลังคาเรือนในปี 2026 รวมเกือบ 6.5 ล้านหยวน
ประการสำคัญ ในทางปฏิบัติ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่การเสนอแผน การออกแบบ ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจ และได้รับการส่งเสริมให้ดำเนินธุรกิจของตนเอง ไม่ใช่เพียงการรับค่าเช่าหรือค่าชดเชย
สิ่งนี้ทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวกระจายไปยังที่พัก ร้านอาหาร สินค้าเกษตร งานฝีมือ การขนส่ง กิจกรรมพิเศษ และร้านจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ ทำให้เกิดผลกระทบแบบทวีคูณในท้องถิ่น (Local Multiplier Effect)
แนวทางนี้ส่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในหลายส่วน งานวิจัยหนึ่งระบุว่า ราว 3 ใน 4 ของจำนวนประชากรในหลายหมู่บ้านที่ “เคยยากจน” ของจีนมี “แหล่งรายได้ใหม่” ที่เชื่อมโยงกับวิสาหกิจด้านการเกษตรใหม่ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และภาคส่วนอื่นในชนบท
จุดสำคัญที่โลกเรียนรู้จากโมเดลดังกล่าว ก็คือ อย่าสร้างแค่ “การท่องเที่ยว” อาทิ โรงแรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่สร้าง “เศรษฐกิจ” ทั้งระบบนิเวศรอบนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ การท่องเที่ยวยังเข้ามาก็ช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่เกษตรกรรมไม่ได้หายไป นี่เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่ว่า “เกษตรกรรมไม่ใช่คู่แข่งขันของการท่องเที่ยว”
ยิ่งไปกว่านั้นแนวคิดนี้ยังเปิดโอกาสให้ประสานเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว (Agri-Tourism) เข้าด้วยกัน รวมทั้งขยายกรอบไปผนวกเอาวัฒนธรรมและพาณิชย์เข้ามาเป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกันที่ใหญ่และทรงพลังยิ่งขึ้นอีกด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่เป็นการขยายวงจากพื้นฐานในเรื่อง “เกษตรสร้างสินค้า” ไปครอบคลุมถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ การเล่าเรื่อง การสร้างแบรนด์ และอื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น นาขั้นบันไดกลายเป็นวิวท่องเที่ยว กิจกรรมดำนา ร้านอาหาร ข้าวแบรนด์ท้องถิ่น ของฝาก และอีคอมเมิร์ซ หรือไร่ชาที่นำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การทดลองเก็บชา เวิร์กช็อปการทำชา ร้านชาพรีเมี่ยม และอี-คอมเมิร์ซ/ไลฟ์สตรีมมิ่ง ทำนองเดียวกันอาจเกิดขึ้นกับสวนมะพร้าว
บางหมู่บ้านยังจับกระแสความห่วงใยสุขภาพที่ผู้คนทั้งจีนและเทศใส่ใจกับการ “นับก้าวเดิน” ในแต่ละวัน โดยพัฒนา “เส้นทางเดินเที่ยวชมชนบท” แบบสบายๆ เน้นการสัมผัสประสบการณ์จริง และเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองและสภาพแวดล้อมในชุมชนเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสูง
ในส่วนของภาคการเกษตร จีนพยายามนำเอา “นวัตกรรม” ผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความสร้างสรรค์ไปใช้ประโยชน์ ในด้านหนึ่งก็เพื่อต่อยอด “เกษตรดั้งเดิม” สู่ “เกษตรสมัยใหม่” ที่นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และนำรูปแบบธุรกิจใหม่มาใช้เพื่อปลดล็อกโอกาสในการเติบโตใหม่ผ่านการขยายขอบเขตธุรกิจใหม่ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
นอกจากนี้ จีนยังบูรณาการกับภาคส่วนอื่น อาทิ การไปเปลี่ยนปัญหาด้าน “มลพิษ” และ “ความสูญเปล่า” ของอุตสาหกรรมการผลิตเป็น “ทรัพยากร” ของภาคการเกษตรอย่างคาดไม่ถึง
ยกตัวอย่างเช่น การนำเอาความร้อนเหลือทิ้งที่อุณหภูมิ 68 องศาเซลเซียสและคาร์บอนไดออกไซด์ที่จับได้จากโรงงานอุตสาหกรรมของซินฟากรุ๊ป (Xinfa Group) แห่งเมืองเหลียวเฉิง (Liaocheng) มณฑลซานตง ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีธุรกิจเกี่ยวกับอลูมิเนียม พลังงาน และสารเคมี ส่งไปยังโรงเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านปศุสัตว์ (การเพาะพันธุ์กระต่ายจำนวน 16 ล้านตัวต่อปี) โดยตรง และช่วยให้พืชพันธุ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุนพลังงาน และเปิดใช้งานการผลิตนอกฤดูปลูกแบบดั้งเดิม ทำให้พื้นที่สามารถทำแปลงเพาะปลูกเชอร์รี่และสตรอเบอร์รี่มากกว่า 500,000 กิโลกรัมต่อปี
ขณะเดียวกัน ภาคส่วนเหล่านี้ถูกประสานประโยชน์ระหว่างกันอย่างบูรณาการ โดยของเสียจากการเลี้ยงกระต่ายก็ถูกใช้เป็นปุ๋ยสําหรับการเพาะปลูกผลไม้ สารอาหารที่กู้คืนจากการเลี้ยงปลาใช้สําหรับการชลประทาน และกิ่งก้านและใบที่ถูกตัดแต่งถูกหมักเป็นปุ๋ย เป็นต้น
“ความน่าอยู่” ของหมู่บ้านยังอาจนำไปสู่การสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตัล ธุรกิจสีเขียว และเสริมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คนในพื้นที่อีกด้วย
คุยกันต่อตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
