จับตาศาลฎีกาชี้ชะตาภาษี "ทรัมป์" วันนี้

ทั่วโลกต่างจับตา วันนี้(9 ม.ค.) ศาลฎีกาสหรัฐฯ เตรียมออกคำวินิจฉัย ในคดีมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนักวิเคราะห์จาก แบงก์ ออฟ อเมริกา และ โกลด์แมน แซคส์ ออกรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ศาลฎีกาจะมีคำตัดสินให้ภาษีศุลกากรที่ประกาศใช้ผ่านกฎหมายฉุกเฉิน เป็นโมฆะ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีผ่านช่องทางกฎหมายอื่นๆ ที่มีอยู่ได้ เพราะหาก "ทรัมป์" แพ้คดีนี้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล โดย สำนักงานศุลกากรฯ (CBP) ระบุว่า รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้าสูงถึง 1 แสน 3 หมื่น 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ ราว 4 พันล้านล้านบาท
ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินโอกาสชนะคดีของทรัมป์ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น หลังจากที่คณะตุลาการทั้งสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ต่างแสดงความสงสัยต่อการใช้อำนาจของประธานาธิบดี โดยเฉพาะ ผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ที่ตั้งคำถามสำคัญว่า หากปล่อยให้ประธานาธิบดีใช้ "ภาวะฉุกเฉิน" มาเก็บภาษีเองตามใจชอบ จะเป็นการดึงอำนาจไปจากมือของสภาคองเกรสที่เป็นตัวแทนประชาชนหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายโจทก์ย้ำชัดเจนว่า "ภาษีศุลกากรก็คือภาษี" และหน้าที่การเก็บภาษีตามรัฐธรรมนูญต้องเป็นของสภาคองเกรสเท่านั้น
หากผลตัดสินออกมาเป็นลบต่อรัฐบาล คาดว่า ทรัมป์ จะนำกฏหมายอื่น มาใช้ทันที คือ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีได้สูงสุดร้อยละ 15 ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน แม้จะมีข้อจำกัดที่ใช้ได้เพียง 150 วัน แต่ก็เพียงพอที่จะเป็น "ช่องทางด่วน" ในการรักษาโครงสร้างภาษีเดิมไว้ในระยะสั้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถหวนกลับไปใช้เครื่องมือเดิมอย่าง มาตรา 301 เพื่อตอบโต้คู่ค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือ มาตรา 232 ที่อ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ เหมือนที่เคยใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียมมาแล้ว ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน ทำให้รัฐบาลทรัมป์ สามารถเก็บภาษีได้แบบ "ถาวร" ตามที่ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันไว้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
