รีเซต

PIMO รุกตลาดส่งออก ปั้นรายได้ปีม้าชนพันล.

PIMO รุกตลาดส่งออก ปั้นรายได้ปีม้าชนพันล.
ทันหุ้น
27 มกราคม 2569 ( 01:45 )
9

นายปภัสร์  อิทธิโรจนกุล  ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รายการ ได้แก่ “ม่านอากาศ” (Air Curtain) และ “มอเตอร์อีซี” (EC Motor) โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกอย่างม่านอากาศมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และลูกค้าเริ่มชำระเงินเพื่อเดินสายการผลิตเรียบร้อย คาดว่าจะเริ่มรับรู้ยอดขายอย่างเป็นทางการได้ช่วงปลายไตรมาส 2/2569

สินค้าใหม่

ส่วน “EC Motor” สำหรับเครื่องปรับอากาศ บริษัทได้เสริมทัพด้วยการว่าจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเข้ามาดูแลเฉพาะทาง คาดว่าจะสามารถส่งตัวอย่างให้ลูกค้าทดสอบได้ในเดือนมีนาคมนี้ และมีโอกาสเริ่มซื้อขายจริงในช่วงไตรมาส 3/2569 หากผลการทดสอบด้านคุณภาพและระดับราคาเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า

สำหรับการพัฒนา EC Motor ดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยีจากเดิมที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญในมอเตอร์ BLDC สำหรับปั๊มสระว่ายน้ำ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่จะใช้เทคโนโลยี “Radial Flux” แตกต่างจาก “Axial Flux” ที่บริษัทถือสิทธิบัตรอยู่ เนื่องจาก Axial Flux ต้องใช้แม่เหล็กแร่หายาก (Rare Earth) ในสัดส่วนสูง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการที่จีนคุมการส่งออก ทำให้เกิดปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจนประกอบสินค้าไม่ได้เป็นเวลาหลายเดือน ดังนั้นการเดินหน้าพัฒนา Radial Flux จึงเป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงซัพพลายเชน แม้ต้องใช้ทองแดงมากขึ้นซึ่งมีราคาสูงขึ้นตามตลาดโลก แต่ช่วยให้บริษัทมั่นใจเรื่องการจัดหาแม่เหล็กได้ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทยังวางแผนปี 2570 รุกตลาดมอเตอร์ Radial Flux สำหรับปั๊มสระว่ายน้ำ เพื่อแก้ข้อจำกัดของ Axial Flux ที่มีปัญหา “เสียงดัง” เมื่อขยายกำลังมอเตอร์เกิน 1.5 แรงม้า ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจาะตลาดยุโรปที่สระว่ายน้ำมักอยู่ใกล้ตัวบ้าน โดยเทคโนโลยี Radial Flux จะทำให้สามารถผลิตมอเตอร์ขนาดใหญ่ได้ถึง 3 แรงม้า แต่ยังคงเสียงเงียบและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ปัจจุบัน PIMO มียอดขายต่างประเทศคิดเป็น 55% และในประเทศ 45% โดยผลิตภัณฑ์ใหม่จะเน้นการส่งออกเป็นหลัก นอกเหนือจากสหรัฐฯ และยุโรป บริษัทยังได้รับความสนใจจากตลาดตะวันออกกลาง อาทิ อียิปต์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่ต้องการนำนวัตกรรม EC Motor ไปใช้งาน

ชูคุณภาพ

ด้านการแข่งขัน บริษัทประเมินว่าจีนเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่เน้น “ราคา” ทำให้ PIMO เลือกชูจุดแข็งด้าน “คุณภาพ” และ “ระยะเวลาส่งมอบ” (Lead Time) โดยสามารถบริหารการผลิตและส่งมอบได้ภายในไม่เกิน 1 เดือนครึ่ง ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ในจีนอาจใช้เวลานานราว 4 เดือน รวมถึงการบริการหลังการขายที่เป็นอีกปัจจัยหนุนให้ลูกค้าเลือกสินค้าจากไทย แม้ราคาจะสูงกว่าสินค้าจีนราว 20%

สำหรับปัจจัยเสี่ยง อาทิ ค่าเงินบาทและราคาวัตถุดิบอย่างทองแดง บริษัทมีข้อตกลงปรับราคาขายกับลูกค้าหากต้นทุนปรับขึ้นเกินระดับที่กำหนด ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจตามกลไกตลาดโลก ขณะที่ประเด็นภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ บริษัทยังติดตามใกล้ชิดและคาดหวังว่าจะมีโอกาสยกเลิกในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ราว 1,000 ล้านบาท เติบโต 10–15% จากปีก่อน พร้อมย้ำว่าฐานลูกค้าที่เชื่อมั่นในคุณภาพ และการทยอยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จะเป็นแรงหนุนให้บริษัทกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง