รีเซต

หิมาลัยคลั่ง ดั่ง “แผลแตก” เสี่ยงปะทุซ้ำ เตือนระเบียงทิเบตเสี่ยง

หิมาลัยคลั่ง ดั่ง “แผลแตก” เสี่ยงปะทุซ้ำ เตือนระเบียงทิเบตเสี่ยง
TNN ช่อง16
4 กันยายน 2569 ( 10:05 )
3

ภัยพิบัติ "แผลแตก" ปะทุ: เมื่อระเบิดเวลาโลกร้อน บีบไทยเลิกพฤติกรรม "วัวหายล้อมคอก"

ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคนหนึ่งของไทย

"สวัสดีค่ะ คุณเกม เราได้เคยพูดเรื่องนี้กันบ่อยๆ โลกร้อนว่าเป็นของจริง แต่หลายคนยังอาจไม่ค่อยใส่ใจ อาจเพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไม่มองเห็นหรือใส่ใจ จนกว่าปัญหาจะอยู่ตรงหน้า แต่สำหรับภัยธรรมชาติ เมื่อภัยพิบัติอยู่ตรงหน้า แปลว่ามันสายเกินไปแล้วนะ " ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทักทายผมอย่างเป็นกันเอง 

ผมได้ยินที่อาจารย์ทักทายมาแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเริ่มถามต่อทันทีเกี่ยวกับเรื่องภัยธรรมชาติที่ดุขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์เปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขอุณหภูมิที่ขยับสูงขึ้นในแต่ละปีอีกต่อไป หากแต่เป็น "ระเบิดเวลา" ที่ถูกเร่งด้วยกิจกรรมของมนุษย์ จนทำให้ภัยธรรมชาติในปัจจุบันทั้งมาเร็ว แรง และรุนแรงเกินกว่าที่เคยคาดคิดไว้ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญที่สุดในนาทีนี้จึงไม่ใช่การพยายามหยุดยั้งธรรมชาติที่เดินทางมาถึงจุดที่ย้อนกลับไม่ได้แล้ว แต่เป็นการเร่ง "ตั้งรับและปรับตัว" เพื่อบริหารความเสี่ยงในอนาคต เลิกพฤติกรรมตั้งรับแบบ "วัวหายล้อมคอก" ที่มักรอให้เกิดความสูญเสียก่อนจึงค่อยแก้ไข

บทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ "เขื่อนธรรมชาติ" หรือทะเลสาบบนภูเขาพังทลายที่เนปาลและทิเบต สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของโลกยุคใหม่ เมื่ออากาศร้อนขึ้นจนทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว ทำลายความเสถียรของโครงสร้างธรรมชาติ และซัดทำลายคันกั้นน้ำตามธรรมชาติจนหมดสิ้น ปล่อยให้มวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่เบื้องล่างในลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่ สร้างความท้าทายอย่างมหาศาลในการสร้างแนวป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือความแม่นยำในการเลือกจุดก่อสร้าง จนทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนนับล้านในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และต้องตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่าพวกเขายังสามารถอยู่อาศัยบนพื้นที่เดิมในระยะยาวได้อีกหรือไม่


 

เมื่อหันกลับมามองไทย แม้เราจะไม่มีภูมิประเทศแบบที่มีน้ำแข็งหรือหิมะปกคลุม แต่วิกฤตดังกล่าวสามารถเทียบเคียงและสะท้อนความเสี่ยงที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ศ.ดร.สุชนา สะท้อนความน่ากลัวของภัยพิบัติครั้งนี้ว่าให้คะแนนความน่ากลัวถึง "สิบเต็มสิบ" เนื่องจากเราปรับตัวไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงใน 2 มิติสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังขั้นสูงสุด

มิติแรกคือความเสี่ยงในพื้นที่ภูเขาสูงชันของไทย ประกอบกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่ยิ่งทำให้หน้าดินเปราะบาง เมื่อฝนตกลงมาอย่างหนัก พื้นที่เหล่านี้จึงมีสภาพไม่ต่างจาก "สไลเดอร์ธรรมชาติ" ที่พร้อมพาดิน หิน โคลน และมวลน้ำป่าไหลหลากขนาดใหญ่เข้าถล่มชุมชนเบื้องล่างได้อย่างรุนแรงและสร้างความเสียหายทัดเทียมกับต่างประเทศ วิธีการรับมือจึงต้องอาศัยการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูสภาพป่าอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการจัดระบบผังเมืองและการแบ่งเขตพื้นที่เสี่ยงภัย หรือ Zoning ให้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัย

มิติที่สองคือภัยคุกคามในพื้นที่ราบลุ่มอย่างกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ ซึ่งมีความเสี่ยงเผชิญกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงและดินทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ปีหนึ่งมีความเสี่ยงจมลงราว 1-2 มิลลิเมตร และหากกิจกรรมของมนุษย์ยังคงเร่งให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนอัตราการจมขยับไปถึง 1 เซนติเมตรต่อปี สถานการณ์ของเมืองหลวงจะเข้าขั้นวิกฤตอย่างแน่นอน


บรรยายกาศในการสนทนาเป็นกันเอง แต่ผมรู้สึกถึงความตึงเครียดในปัญหาที่โลกกำลังเจอ ทั้งหมดนี้เป็น "ระเบิดเวลา" ที่เราไม่สามารถกู้ได้ และวิกฤตภัยธรรมชาติในวันนี้จึงไม่ใช่ไกลตัวอีกต่อไป การทำความเข้าใจความเสี่ยงรอบด้านและการวางแผนตั้งรับปรับตัวอย่างเป็นระบบ ทั้งการเฝ้าระวัง "ทะเลสาบล่องหน" บนยอดเขาสูงทั่วโลกที่ยากจะติดตาม ไปจนถึงการบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงในประเทศ คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่ประชาคมโลกต้องเร่งลงมือทำ ก่อนที่ระเบิดเวลาลูกนี้จะสร้างความเสียหายจนเกินเยียวยา

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับ


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง