ย้อนดูทุจริตโครงการรัฐ พบคดี 639 คดี เราเที่ยวด้วยกันสูงสุด

ย้อนดูทุจริตโครงการรัฐ พบคดี 639 คดี เราเที่ยวด้วยกันสูงสุด
วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นวันแรกของการเริ่มใช้สิทธิ "ไทยช่วยไทยพลัส" มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่ประชาชนเริ่มใช้สิทธิตามโครงการใหม่ หลายฝ่ายยังให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบและป้องกันการทุจริต เนื่องจากในอดีตประเทศไทยเคยดำเนินโครงการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจหลายรูปแบบในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งพบการกระทำผิดทั้งในส่วนของประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ใช้สิทธิบางส่วน จนนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาหลายร้อยคดีทั่วประเทศ
TNN พาย้อนดูข้อมูลการทุจริตในโครงการรัฐที่สำคัญ ทั้ง "เราเที่ยวด้วยกัน" "คนละครึ่ง" "เราชนะ" และ "เราไม่ทิ้งกัน" ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญด้านการบริหารงบประมาณและการตรวจสอบการใช้สิทธิภาครัฐ
รัฐเปิดข้อมูลคดีทุจริตรวม 639 คดี
ข้อมูลที่รัฐบาลเคยเปิดเผยระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 1 เมษายน 2565 มีการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" "คนละครึ่ง" และ "เราชนะ" รวมทั้งสิ้น 639 คดี
แบ่งเป็น
- เราเที่ยวด้วยกัน 529 คดี
- คนละครึ่ง 106 คดี
- เราชนะ 4 คดี
ในจำนวนนี้
- อยู่ระหว่างการสอบสวน 541 คดี
- ส่งสำนวนให้อัยการแล้ว 55 คดี
- ชดใช้ความเสียหายหรือยุติเรื่องแล้ว 43 คดี
ก่อนหน้านี้ ช่วงวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 1 มกราคม 2565 มีรายงานคดีรวม 435 คดี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 639 คดีจากการขยายผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เราเที่ยวด้วยกัน ครองสถิติทุจริตสูงสุด
โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล เป็นโครงการที่พบคดีทุจริตมากที่สุด คิดเป็นกว่า 82% ของคดีทั้งหมด
รูปแบบการกระทำผิดที่พบ เช่น
- จองห้องพักแต่ไม่มีการเข้าพักจริง
- ใช้สิทธิรับคูปองอาหารหรือสิทธิประโยชน์โดยไม่ได้เดินทาง
- ซื้อขายสิทธิการเข้าพัก
- สมคบกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้ใช้สิทธิ
- แจ้งราคาห้องพักไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เคยส่งข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบผู้ประกอบการที่เข้าข่ายกระทำผิดจำนวน 514 ราย แบ่งเป็นโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 แห่งทั่วประเทศ
ต่อมามีการตรวจพบผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม รวมถึงกรณีนายหน้าชักชวนให้จองห้องพักโดยไม่มีการเดินทางจริง
คนละครึ่ง พบแลกสิทธิเป็นเงินสด-ยิงยอดเท็จ
สำหรับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพประชาชนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน รูปแบบการกระทำผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการนำสิทธิของรัฐไปแลกเป็นเงินสด
ตัวอย่างพฤติกรรมที่ตรวจพบ ได้แก่
- แลกสิทธิเป็นเงินสด
- ยิงยอดซื้อขายโดยไม่มีการซื้อสินค้าจริง
- ออกบิลเท็จ
- ใช้ร้านค้าไม่มีตัวตนจริง
- สมัครร้านค้าโดยใช้ชื่อบุคคลอื่น
เจ้าหน้าที่เคยตรวจพบการกระทำผิดในหลายจังหวัดตั้งแต่ช่วงเริ่มโครงการ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
เราชนะ พบน้อยที่สุด
แม้โครงการเราชนะจะมีผู้ได้รับสิทธิหลายล้านคนทั่วประเทศ แต่ข้อมูลทางการพบคดีอาญาเพียง 4 คดี
ลักษณะการกระทำผิดส่วนใหญ่เป็น
- ใช้สิทธิแทนกัน
- แลกสิทธิเป็นเงินสด
- ใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ
เราไม่ทิ้งกัน ปัญหาหลักอยู่ที่การคัดกรอง
ส่วนโครงการเราไม่ทิ้งกัน ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาแรงงานนอกระบบเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน มีลักษณะปัญหาแตกต่างจากโครงการอื่น
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตรวจพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิบางส่วนที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลในช่วงเวลาที่ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนจำนวนมาก
กรณีดังกล่าวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามข้อเท็จจริง มากกว่าการดำเนินคดีอาญาเป็นจำนวนมากเหมือนโครงการอื่น
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายเคยให้ความเห็นว่า หากมีการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเจตนาเพื่อรับเงินเยียวยา อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งข้อมูลเท็จและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
โทษทางกฎหมายสำหรับผู้ทุจริต
ผู้ที่กระทำผิดในโครงการของรัฐอาจถูกดำเนินคดีในข้อหา
- ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
- ร่วมกันฉ้อโกง
- ฉ้อโกงประชาชน
- นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
- มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ยังอาจถูกเรียกคืนเงินที่ได้รับจากโครงการ ถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมมาตรการภาครัฐในอนาคต และต้องชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐตามกฎหมาย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
