รีเซต

ย้อนดูทุจริตโครงการรัฐ พบคดี 639 คดี เราเที่ยวด้วยกันสูงสุด

ย้อนดูทุจริตโครงการรัฐ พบคดี 639 คดี เราเที่ยวด้วยกันสูงสุด
TNN ช่อง16
2 มิถุนายน 2569 ( 12:25 )
8

ย้อนดูทุจริตโครงการรัฐ พบคดี 639 คดี เราเที่ยวด้วยกันสูงสุด

วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นวันแรกของการเริ่มใช้สิทธิ "ไทยช่วยไทยพลัส" มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่ประชาชนเริ่มใช้สิทธิตามโครงการใหม่ หลายฝ่ายยังให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบและป้องกันการทุจริต เนื่องจากในอดีตประเทศไทยเคยดำเนินโครงการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจหลายรูปแบบในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งพบการกระทำผิดทั้งในส่วนของประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ใช้สิทธิบางส่วน จนนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาหลายร้อยคดีทั่วประเทศ

TNN พาย้อนดูข้อมูลการทุจริตในโครงการรัฐที่สำคัญ ทั้ง "เราเที่ยวด้วยกัน" "คนละครึ่ง" "เราชนะ" และ "เราไม่ทิ้งกัน" ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญด้านการบริหารงบประมาณและการตรวจสอบการใช้สิทธิภาครัฐ

รัฐเปิดข้อมูลคดีทุจริตรวม 639 คดี

ข้อมูลที่รัฐบาลเคยเปิดเผยระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 1 เมษายน 2565 มีการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" "คนละครึ่ง" และ "เราชนะ" รวมทั้งสิ้น 639 คดี

แบ่งเป็น

  • เราเที่ยวด้วยกัน 529 คดี
  • คนละครึ่ง 106 คดี
  • เราชนะ 4 คดี

ในจำนวนนี้

  • อยู่ระหว่างการสอบสวน 541 คดี
  • ส่งสำนวนให้อัยการแล้ว 55 คดี
  • ชดใช้ความเสียหายหรือยุติเรื่องแล้ว 43 คดี

ก่อนหน้านี้ ช่วงวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 1 มกราคม 2565 มีรายงานคดีรวม 435 คดี ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 639 คดีจากการขยายผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

เราเที่ยวด้วยกัน ครองสถิติทุจริตสูงสุด

โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล เป็นโครงการที่พบคดีทุจริตมากที่สุด คิดเป็นกว่า 82% ของคดีทั้งหมด

รูปแบบการกระทำผิดที่พบ เช่น

  • จองห้องพักแต่ไม่มีการเข้าพักจริง
  • ใช้สิทธิรับคูปองอาหารหรือสิทธิประโยชน์โดยไม่ได้เดินทาง
  • ซื้อขายสิทธิการเข้าพัก
  • สมคบกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้ใช้สิทธิ
  • แจ้งราคาห้องพักไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เคยส่งข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบผู้ประกอบการที่เข้าข่ายกระทำผิดจำนวน 514 ราย แบ่งเป็นโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 แห่งทั่วประเทศ

ต่อมามีการตรวจพบผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม รวมถึงกรณีนายหน้าชักชวนให้จองห้องพักโดยไม่มีการเดินทางจริง

คนละครึ่ง พบแลกสิทธิเป็นเงินสด-ยิงยอดเท็จ

สำหรับโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพประชาชนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน รูปแบบการกระทำผิดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการนำสิทธิของรัฐไปแลกเป็นเงินสด

ตัวอย่างพฤติกรรมที่ตรวจพบ ได้แก่

  • แลกสิทธิเป็นเงินสด
  • ยิงยอดซื้อขายโดยไม่มีการซื้อสินค้าจริง
  • ออกบิลเท็จ
  • ใช้ร้านค้าไม่มีตัวตนจริง
  • สมัครร้านค้าโดยใช้ชื่อบุคคลอื่น

เจ้าหน้าที่เคยตรวจพบการกระทำผิดในหลายจังหวัดตั้งแต่ช่วงเริ่มโครงการ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

เราชนะ พบน้อยที่สุด

แม้โครงการเราชนะจะมีผู้ได้รับสิทธิหลายล้านคนทั่วประเทศ แต่ข้อมูลทางการพบคดีอาญาเพียง 4 คดี

ลักษณะการกระทำผิดส่วนใหญ่เป็น

  • ใช้สิทธิแทนกัน
  • แลกสิทธิเป็นเงินสด
  • ใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ

เราไม่ทิ้งกัน ปัญหาหลักอยู่ที่การคัดกรอง

ส่วนโครงการเราไม่ทิ้งกัน ซึ่งเป็นมาตรการเยียวยาแรงงานนอกระบบเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน มีลักษณะปัญหาแตกต่างจากโครงการอื่น

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตรวจพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิบางส่วนที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลในช่วงเวลาที่ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนจำนวนมาก

กรณีดังกล่าวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามข้อเท็จจริง มากกว่าการดำเนินคดีอาญาเป็นจำนวนมากเหมือนโครงการอื่น

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายเคยให้ความเห็นว่า หากมีการกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเจตนาเพื่อรับเงินเยียวยา อาจเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งข้อมูลเท็จและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

โทษทางกฎหมายสำหรับผู้ทุจริต

ผู้ที่กระทำผิดในโครงการของรัฐอาจถูกดำเนินคดีในข้อหา

  • ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
  • ร่วมกันฉ้อโกง
  • ฉ้อโกงประชาชน
  • นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  • มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังอาจถูกเรียกคืนเงินที่ได้รับจากโครงการ ถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมมาตรการภาครัฐในอนาคต และต้องชดใช้ความเสียหายให้แก่รัฐตามกฎหมาย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง