รีเซต

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นคดีใหญ่สู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นคดีใหญ่สู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
TNN ช่อง16
9 กรกฎาคม 2569 ( 11:24 )
16

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จุดเริ่มต้นจากวิกฤตพลังงานโลก

วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้กลไกพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569

สาระสำคัญคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานและวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะต่อไป


วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แบ่งใช้ 2 ด้าน

รัฐบาลกำหนดการใช้เงินกู้เป็น 2 ส่วนหลัก วงเงินเท่ากัน

1. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้บรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเงินสมทบในสัดส่วน 60:40 และการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน

2. วงเงิน 200,000 ล้านบาท

ใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมพลังงานสะอาด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมสีเขียวและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ผู้เกี่ยวข้องหลักในคดี

ฝ่ายรัฐบาล

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้กำกับดูแลการดำเนินโครงการ
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้าน

  • นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำการรวบรวมรายชื่อ สส. 135 คน ยื่นคำร้อง
  • นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ร่วมยื่นคำร้อง
  • น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ฝ่ายรัฐสภา

  • นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายตุลาการ

  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยคดี

ไทม์ไลน์คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

พฤษภาคม 2569

5 พฤษภาคม

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดกู้เงิน

9 พฤษภาคม

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับทันที

10 พฤษภาคม

ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

14 พฤษภาคม

ระหว่างการประชุมสภา นายณัฐพงษ์ พร้อม สส. 135 คน ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ ทำให้การพิจารณาในสภาถูกระงับ

18 พฤษภาคม

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง พร้อมให้คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงภายใน 7 วัน

มิถุนายน 2569

4 มิถุนายน

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมเต็มองค์คณะครั้งแรก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งความเห็นเพิ่มเติม

กลางเดือนกรกฎาคม

คณะรัฐมนตรีส่งคำชี้แจงต่อศาลใน 4 ประเด็น โดยยืนยันว่าประเทศเผชิญผลกระทบด้านพลังงานและค่าครองชีพต่อเนื่องหลายระลอก

24 มิถุนายน

ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ และกำหนดวันวินิจฉัยเป็น 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.


ปมกฎหมายสำคัญ อยู่ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 172

หัวใจของคดีอยู่ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดว่า คณะรัฐมนตรีสามารถออกพระราชกำหนดได้เฉพาะกรณีที่มี

  • ความจำเป็นเร่งด่วน
  • ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
  • เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
  • ความปลอดภัยสาธารณะ
  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • หรือการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ

ดังนั้น ศาลต้องพิจารณาว่า การกู้เงินครั้งนี้เข้าเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่


เหตุผลของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านเห็นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นนโยบายระยะยาว ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172

ประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ได้แก่

  • ประเทศไทยยังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 69%
  • สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนยังมีผลบังคับใช้ในระยะยาว
  • โครงการด้าน EV โซลาร์รูฟท็อป และสมาร์ทกริด ต้องใช้เวลาดำเนินการหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องใช้พระราชกำหนด

เหตุผลของรัฐบาล

รัฐบาลชี้แจงว่า วิกฤตพลังงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม

หากรอการจัดทำงบประมาณตามขั้นตอนปกติ จะใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงเห็นว่าการใช้พระราชกำหนดเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกระบวนการประกาศใช้กฎหมายก็ได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน


เงื่อนไขพิเศษ ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 6 จาก 9 คน

คดีนี้มีข้อกำหนดเฉพาะตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคท้าย

หากศาลจะวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของตุลาการทั้งหมด

หมายความว่า

  • ต้องมีเสียงอย่างน้อย 6 ต่อ 3 จึงจะวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ
  • หากผลออกมา 5 ต่อ 4 หรือคะแนนต่ำกว่า 6 เสียง จะถือว่า พระราชกำหนดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

3 แนวทางที่คำวินิจฉัยอาจออกมา

แนวทางที่ 1

ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด ไม่ขัดรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการทั้งด้านช่วยเหลือประชาชนและการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่อไปได้

แนวทางที่ 2

ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด ขัดรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

กฎหมายจะถือว่าไม่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงการที่มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว

แนวทางที่ 3

ศาลวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วน

เช่น วงเงิน 200,000 ล้านบาทด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่วงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพยังคงใช้ได้


ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากศาลเห็นว่า พระราชกำหนดขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน อาจมีผลต่อ

  • สถานะทางกฎหมายของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีการเบิกจ่ายแล้ว
  • การจัดหาแหล่งเงินใหม่หรือการเสนอร่างกฎหมายผ่านรัฐสภา
  • แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล แม้ฝ่ายค้านระบุว่าไม่ใช่ประเด็นที่นำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ

แต่หากศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กระทรวงการคลังจะสามารถดำเนินการกู้เงินได้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามสัญญากู้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570


สถานะล่าสุด เช้าวันที่ 9 กรกฎาคม 2569

ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมเพื่อพิจารณาคดีตั้งแต่เวลา 09.00 น. โดยเป็นการประชุมภายใน ประกอบด้วยการแถลงด้วยวาจา การปรึกษาหารือ และการลงมติ ก่อนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะเผยแพร่ผลผ่านเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการ

ก่อนการวินิจฉัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า รัฐบาลพร้อมเคารพคำวินิจฉัยของศาลไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ยืนยันว่ารัฐบาลเชื่อมั่นในความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกำหนด และยังไม่มีการเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง