รีเซต

หนึ่งวันกับ “มอแกน” ตื่นและนอนไปกับ…ทะเล

หนึ่งวันกับ “มอแกน” ตื่นและนอนไปกับ…ทะเล
TNN ช่อง16
24 สิงหาคม 2569 ( 14:50 )
7

“มอแกน” (น.) คนที่ลืมตาตื่นและหลับไปพร้อมกับทะเล

“ใคร ๆ ก็พูดว่าชาวมอแกนเป็นชาติพันธุ์ที่ดีที่สุด” นี่คือคำพูดของเด็กหญิงชาวมอแกนคนหนึ่งที่อาศัยในหมู่บ้านมอแกนของหมู่เกาะสุรินทร์ กลางทะเลอันดามันที่อยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่จังหวัดพังงากว่า 70 กิโลเมตร

3 วัน กับการสังเกตการณ์ชีวิตของชาวมอแกน เราได้เห็นชีวิตของพวกเขาตั้งแต่ตื่นนอนและก็ได้พบเรื่องราวที่น่าสนใจว่า “ทะเล” ของชาวมอแกนไม่ใช่แค่เป็นเหมือนสระว่ายน้ำหน้าบ้าน แต่มันคือชีวิตที่อยู่กับพวกเขาตั้งแต่เกิดจนตาย 

Day 1 : พวกเขาคือมอแกน

ทันทีที่ทีมงานนั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมงจากฝั่งบริเวณท่าเรือคุระบุรี จังหวัดพังงา ก็มาถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อ่าวช่องขาด ก่อนที่เราจะนั่งเรือลำเล็กที่มาทราบที่หลังว่านี่คือ “เรือกาบัง” เรือที่เป็นเหมือนตำนานลอยน้ำได้ของชาวมอแกนตั้งแต่รุ่นบุกเบิกมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเข้าไปสู่หมู่บ้านมอแกน

เพียง 10 นาที บนเรือกาบังที่มีกัปตันเรือคือ “ยล” หนุ่มชาวมอแกนผิวเข้มคนหนึ่ง เราก็มาถึงปลายทางของเรา…หมู่บ้านมอแกน ทีมงานเดินสำรวจบนหมู่บ้านเราพบเห็น ชาวมอแกนหลากหลายช่วงอายุกำลังทำกิจวัตรประจำวันของพวกเขา เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ผู้หญิงที่กำลังเลี้ยงลูก ผู้สูงอายุที่กำลังสานเรือไม้ไว้สำหรับขายเป็นของที่ระลึก

ทีมงานเริ่มเดินตามหาชาว “มอแกน” ไปทีละบ้านเพื่อหาผู้ที่จะสามารถเล่าเรื่องราวชีวิตของพวกเขาให้เราฟังได้ และเราก็ได้พบกับ “พี่นาย” ชายชาวมอแกนผมสีแดงสะดุดตาที่เดินตามหลังทีมงานที่กำลังแบกอุปกรณ์กล้องมา ก่อนจะถามพวกเราว่า “จะถ่ายอะไรกัน” 

พี่นายแนะนำทีมงานให้รู้จักกับ “ลุงต๊าซ” ชาวมอแกนผู้อาวุโสในหมู่บ้าน แม้ว่ามือของลุกต๊าซจะกำลังสานเรือไม้ลำเล็กๆอยู่ แต่ลุงต๊าซก็ยังสามารถเล่าเรื่อวราวของเขาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ให้ทีมงานฟังด้วยความสนุกสนาน ลุงต๊าซที่พูดภาษามอแกนโดยมีพี่นายทำหน้าที่เป็นล่าม เล่าว่ามอแกนเกิดมาพวกเขาก็อยู่กับน้ำทะเลเลยเช่นเดียวกับลุงต๊าซ แกใช้ชีวิตบนเรือกาบังกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ล่องเรือตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีหมู่บ้านชาวมอแกนบนหมู่เกาะสุรินทร์เหมือนในปัจจุบัน พอเริ่มโตเป็นหนุ่มลุงต๊าซในตอนนั้นก็เริ่มเรียนรู้ที่จะขับเรือออกไปจับปลา หาหอย แล้วก็ปลิงทะเล เพื่อมาเป็นอาหารดำรงชีพทุกๆ วัน จนถึงตอนนี้ที่ลุงต๊าซกลายเป็นคนที่อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านแกก็ยังคงมผูกพันธ์กับทะเลและชีวิตที่ล่องเรือไปตามกระแสน้ำ

พี่นาย เล่าว่าแม้ว่าตอนนี้เรือกาบังของชาวมอแกนจะถูกพัฒนาให้มีเครื่องยนต์เพื่อความสะดวกสบายและเพื่อความเร็วในการเดินทาง แต่เรือกาบังที่จอดอยู่หน้าบ้านของลุงต๊าซเป็นลำเดียวในหมู่บ้านที่เป็นเรือกาบังทำจากไม้แบบดั้งเดิมบุกหลังคาด้วยใบจาก ไม่มีเครื่องยนต์แต่ต้องใช้แรงพายด้วยตนเอง

คุยกับลุงต๊าซจบ พี่นายก็พาทีมงานเดินเล่นจนไปถึงหน้าบ้านของเขา พี่นายพาทีมงานชมเรือกาบังเวอร์ชันอัพเกรดของเขาพร้อมๆกับเล่าให้ฟังถึงชีวิตของชาวมอแกนว่าทุกคนในหมู่บ้านมีนามสกุลเดียวกันหมดคือ “กล้าทะเล” นามสกุลที่ได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จย่า  ก่อนที่พี่นายจะพาทีมงานขึ้นไปทัวร์บนบ้านและเราก็ได้พบกับ “น้อย” ลูกสาวพี่นายและ “น้ำว้า” หลานสาวของพี่นายในวัย 15 ปี ทีมงานเกิดคำถามว่าบนเกาะที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้เด็กวัยรุ่นอย่างน้อยและน้ำว้า จะใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรในเมื่อบนเกาะไม่มีสัญญาณ Wi-Fi ไม่มีไฟฟ้า

น้ำว้าอาสาเล่าให้ฟังว่าที่จริงแล้วพวกเธอก็สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้เหมือนกับคนบนฝั่ง แต่เฉพาะในช่วงที่มีสัญญาณขึ้นมาบนเกาะ ซึ่งทีมงานได้พิสูจน์แล้วว่าบนเกาะสามารถใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตได้จริงๆ และจุดที่ดีที่สุดก็คือทางฝั่งขวาของชายหายใต้ต้นไม้ใหญ่จึงไม่แปลกนักที่ทีมงานจะพบเด็กวัยรุ่นชาวมอแกนหลายคนไปรวมตัวแถวๆนั้นเพื่อรอใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่แม้จะช้าแต่อย่างน้อยพวกเข่ก็สามารถท่องโลกโซเชียลได้ไม่แพ้วัยรุ่นบนแผ่นดินใหญ่

ถ้าไม่มีเน็ต แต่พวกเขาก็ยังมี ทะเล…

แต่นอกเหนือจากความสนุกของการท่องโลกโซเชียล วัยรุ่นชาวมอแกนอย่างน้อยและน้ำว้า สามารถหาความสนุกให้ชีวิตของพวกเธอได้โดยไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต เพราะชายหาดสีฟ้าใสราวกับกระจกที่อยู่หน้าบ้านคือแหล่งความบันเทิงชั้นดีของพวกเธอ น้ำว้าบอกกับทีมงานว่าทะเลหน้าบ้านของเธอเหมือนกับ “ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่” ที่มีอาหารทะเลให้เลือกกินสดๆ แบบจับมากับมือ น้ำว้าพาทีมงานไปงมหอยและจับกั้งตัวใหญ่ให้ดูแลัวเธอก็รีบเอาไปที่บ้านเพื่อส่งต่อให้น้อยนำไปทำอาหารสำหรับในวันนั้น

Day 2 : มอแกนและนักท่องเที่ยว

วันที่ 2 ทีมงานกลับไปยังหมู่บ้านมอแกนอีกครั้ง รอบนี้ทีมงานต้องรู้ให้ได้ว่าในเมื่อมีการเปิดให้ “นักท่องเที่ยว” เข้าไปเดินชมหมู่บ้านดูวิถีชีวิตมอแกนจนกลายเป็นโปแกรมทัวร์ที่ใครจะมาเที่ยวหมู่เกาะสุรินทร์จะต้องมา แล้วการที่จู่ๆ นักท่องเที่ยวที่ไม่ต่างกับ “คนแปลกหน้า” ไปเดินผ่านหน้าบ้านชาวมอแกน พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ?

และก็เป็นอีกครั้งที่ทีมงานต้องกลับไปคุยกับพี่นายที่บ้าน ซึ่งพี่นายก็เล่ามุมมองให้ฟังว่าจริงๆ แล้วนักท่องเที่ยวที่มาพวกเขาก็แค่มาเดินผ่านหน้าบ้าน มาดูว่ามอแกนทำอะไรกัน ไม่ได้มารบกวนหรือสร้างความเดือดร้อนให้ชาวมอแกน 

ทีมงานต้องการทราบความรู้สึกของชาวมอแกนต่อนักท่องเที่ยวมากกว่านี้ จนทีมงานได้พบกับ “ตาโต” อีกหนึ่งหนุ่มชาวมอแกนที่ทำงานร่วมกับบริษัททัวร์และตาโตก็ให้ข้อมูลทีมงานได้อย่างชัดเจนว่า ที่จริงแล้วชาวมอแกนไม่ได้มองว่านักท่องเที่ยวคือคนแปลกหน้า สำหรับตาโตในตอนแรกเขายอมรับว่าอาจจะรู้สึกไม่คุ้นและสงสัยว่าคนกลุ่มนี้มาทำอะไรหน้าบ้านของเขา แต่พ่อแม่ก็พยายามจะบอกว่าพวกเขาแค่มาเดินเที่ยวในหมู่บ้าน 

ตาโต เล่าว่าปัจจุบันชาวมอแกนชอบที่หมู่บ้านของพวกเขามีนักท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวนี่แหละคือแหล่งรายได้ที่สำคัญของพวกเขา เมื่อถึงฤดูกาลเปิดเกาะสำหรับท่องเที่ยวรายได้จากการทำงานบริษัททัวร์จะเป็นกำลังหลักในการเลี้ยงชีพชาวมอแกนในช่วงฤดูกาลปิดเกาะที่ไม่มีทัวร์นักท่องเที่ยวมา ตาโตบอกกับทีมงานว่า “มันดีด้วยซ้ำที่มีนักท่องเที่ยวมา” เพราะนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ชีวิตของชาวมอแกนและชาวมอแกนเองก็จะได้เรียนรู้ว่าคนจากภายนอกที่เข้ามาบนเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งหมู่บ้านของพวกเขาเป็นอย่างไรด้วย 

แล้วช่วงปิดเกาะมอแกนทำอะไร ?

ไม่ว่าจะเป็นตาโต หรือ พี่นาย ก็พูดเหมือนกันว่าช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวชาวมอแกนจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมของพวกเขาคือ “การตกปลา” และนำไปขายบนฝั่งที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา แต่กว่าจะเดินทางขึ้นฝั่งไปแต่ละทีต้องใช้เวลาค่อนข้างนานราว 3-5 ชั่วโมงจากหมู่บ้านมอแกนเพราะเรือกาบังของมอแกนแม้จะเป็นรุ่นใหม่ที่มีเครื่องยนต์แต่ก็สู้เครื่องยนต์อย่างของเรือสปีดโบ๊ทของบริษัททัวร์ที่สามารถทำเวลาได้เร็วกว่าไม่ได้ 

Day 3 : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์และมอแกน

2 วันจากการเรียนรู้ชีวิตของชาวมอแกนในหมู่บ้าน คราวนี้ทีมงานต้องการจะได้ข้อมูลจากในส่วนของเจ้าหน้าที่อุทยานซึ่งเป็นผู้ดูแลหมู่บ้านชาวมอแกนบนหมู่เกาะสุรินทร์บ้าง และทีมงานก็ได้พบกับ “คุณกุ๊ก” หรือ นายภาคภูมิ รัตนคช นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 

คำถามแรกที่ทีมงานอยากทราบก็คือ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านมอแกนในแต่ละวันเคยสร้างปัญหาหรือก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับชาวมอแกนหรือไม่ เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่านักท่องเที่ยวก็ย่อมมีทั้งนักท่องเที่ยวที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป

คุณกุ๊ก เล่าว่ายังไม่เคยมีกรณีที่นักท่องเที่ยวเข้าไปก่อเหตุหรือทะเลาะวิวาทกับชาวมอแกนเลย นั่นเป็นเพราะความร่วมมือจากทั้ง 3 ฝ่าย คือ อุทยานแห่งชาติ ชาวมอแกน และบริษัททัวร์ ที่ทำให้ปัญหานี้ไม่เคยเกิดขึ้น 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

เพราะการเดินทางมาท่องเที่ยวหมู่บ้านมอแกนมีกฎสำคัญว่านักท่องเที่ยวจะไม่สามารถพักค้างแรมในหมู่บ้านของชาวมอแกนได้แต่จะต้องเดินทางมาและกลับไปพร้อมกับเรือของบริษัทนำเที่ยวที่คุณเดินทางมา ซึ่งก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวทุกปีอุทยานจะมีการเรียกประชุมร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยาน ตัวแทนชาวมอแกน และบริษัททัวร์ เพื่อชี้แจงกฎระเบียบและแนวทางป้องกันไม่ให้ปัญหาจากการท่องเที่ยวเกิดขึ้น 

ที่จริงแล้ว 2 วันแรกที่ทีมงานลงพื้นที่ในหมู่บ้านมอแกน ก็ทำให้ทราบว่า ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ หรือที่เราเรียกกันว่า “อ่าวช่องขาด” ไม่ได้เป็นแค่ที่ทำการของเจ้าหน้าที่อุทยานอบ่างเดียว แต่ที่นี่ยัง “เป็นทุกอย่าง” ให้กับชาวมอแกนที่เดือดร้อนไม่ว่าพวกเขาจะมีปัญหาอะไรก็ตามทั้ง เจ็บป่วย เรือเสีย หรือขอคำแนะนำ คนแรกที่ชาวมอแกนจะเข้ามาขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาก็คือเจ้าหน้าที่บนที่ทำการอุทยานตรงอ่าวช่องขาดนี้นั่นเอง ทีมงานจึงไม่แปลกใจนักว่าทำไมคุณกุ๊กถึงจดจำชื่อของชาวมอแกนในหมู่บ้านได้เกือบทุกคนและชาวมอแกนเองก็รู้จักและคุ้นเคยกับคุณกุ๊กเป็นอย่างดี 

บันทึกการเดินทาง “มอแกน” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การได้เรียนรู้ชีวิตของพวกเขาอย่างเดียว ทีมงานรู้สึกว่าเราเหมือนได้ปลอมตัวกลายไปเป็นชาวมอแกน 3 วัน เดินพูดคุยและถามคนนั้นคนนี้ในหมู่บ้าน จนได้เข้าไปชมถึงด้านในบ้าน แม้อากาศช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายนจะร้อนอบอ้าวและเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว แต่การเดินทางในครั้งนี้ทำให้ทีมงานได้เห็นภาพจริงเหมือนกับหัวข้อที่เราคิดมาว่า สำรวจชีวิตมอแกน ตื่นและนอนไปกับ…ทะเล 

ซึ่งพวกเขาก็เป็นแบบนั้นจริงๆ …

ข่าวที่เกี่ยวข้อง