LEO ขนส่งติดเทอร์โบ ใส่เกียร์กรีนโลจิสติกส์

#LEO #ทันหุ้น - LEO ส่งซิกครึ่งปีหลัง 2569 เข้าโหมดเก็บเกี่ยว รับอานิสงส์ค่าระวางเรือพุ่ง หนุนวอลุ่มขนส่งมาร์จิ้นโตเด่น ส่วน Cold Coldbotic - Self Storage เร่งตัว รับลูกค้ารายใหญ่เพิ่ม ดันอัตราใช้พื้นที่คลังสินค้าทะยานแตะ 60% ใส่เกียร์ลุย Green Logistics ปักหมุดให้บริการ EV Truck 50 คัน เสริมการโตระยะยาว
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีธุรกิจจะค่อนข้างชะลอตัว แต่หลังเกิดความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น และพื้นที่ขนส่งมีจำกัด ทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกหันมาใช้บริการผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณงาน (Volume) ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน และภาพรวมธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
@ค่าระวางหนุน
ทั้งนี้ อัตราค่าระวางเรือในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐ ที่ค่าระวางปรับขึ้นจากระดับประมาณ 1,000-2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอนเทนเนอร์ มาอยู่ในระดับกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอนเทนเนอร์ ใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่เข้าสู่ฤดูกาลส่งออกสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ทำให้เส้นทางสหรัฐฯ และยุโรปมีความต้องการใช้พื้นที่ขนส่งสูง ลูกค้าต้องจองพื้นที่ล่วงหน้า 2-3 สัปดาห์ ส่งผลให้บริษัทสามารถบริหารอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ได้ดีขึ้น
@ครึ่งปีหลังเด่น
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางเรือที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางรางซึ่งบริษัทได้ขยายบริการทั้งขาเข้าและขาออก จากเดิมที่ให้บริการเฉพาะขาออก ทำให้ปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ฤดูกาลส่งออกทุเรียนในปีนี้กลับมาฟื้นตัว หลังได้รับบทเรียนจากปัญหาผลผลิตในช่วง 2 ปีก่อน ส่งผลให้ลูกค้ากลับมาส่งออก ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้า LEO Coldbotic ซึ่งเป็นศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าอัจฉริยะสำหรับไวน์และบริการคลังสินค้า (Self Storage) มีทิศทางเติบโตดี โดยบริษัทสามารถรับลูกค้ารายใหญ่เพิ่มอีก 2 ราย ส่งผลให้สัดส่วนการใช้พื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในปีก่อน เป็นกว่า 60% ในปีนี้ และคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ภายในสิ้นปี 2569
@เดินหน้า JUMP+
นายเกตติวิทย์ กล่าวต่อว่า ภายใต้แผน JUMP+ บริษัทตั้งเป้าฟื้นผลตอบแทนจากการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ได้ทยอยลงทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังเริ่มเปิดให้บริการแล้วแต่ยังมีอัตราการใช้กำลังการให้บริการ (Utilization Capacity) ไม่เต็มศักยภาพ ส่งผลให้ EBITDA ในช่วงแรกยังอยู่ในระดับติดลบ โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะผลักดัน EBITDA Margin กลับมาอยู่ที่ 45% พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Freight ให้เป็น 25-30% ของรายได้รวม เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลของโครงสร้างรายได้ในระยะยาว
@ลุยกรีนโลจิสติกส์
ส่วนแผนการลงทุน บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการ EV Truck ภายใต้แนวคิด Green Logistics โดยบริษัทมีฐานลูกค้าที่พร้อมใช้บริการแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างคัดเลือกพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารฟลีทรถ การจัดเส้นทาง และการบริหารจัดการระบบขนส่ง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ โดยตั้งเป้าเริ่มให้บริการรถบรรทุกไฟฟ้า 50 คัน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เพื่อรองรับกระแส ESG รวมถึงความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
