มารี กูรี (Marie Curie) นักนักเคมีและฟิสิกส์หญิงผู้เปลี่ยนโลก

ทุกวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี โลกจะร่วมกันเฉลิมฉลอง วันสตรีสากล (International Women’s Day) เพื่อยกย่องบทบาท ความสำเร็จ และพลังของผู้หญิงในสังคม และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงเมื่อพูดถึงผู้หญิงผู้เปลี่ยนแปลงโลกคือ มารี กูรี (Marie Curie) นักฟิสิกส์และนักเคมีผู้บุกเบิกการศึกษาปรากฏการณ์กัมมันตรังสี ผลงานของเธอไม่เพียงพลิกโฉมหน้าวงการวิทยาศาสตร์ แต่ยังส่งผลต่อการแพทย์ เทคโนโลยี และความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของสสาร
มารี กูรี มีชื่อเดิมว่า มาเรีย สกลอดอฟสกา (Maria Skłodowska) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1867 ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย ชีวิตในวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งข้อจำกัดทางการเมืองและโอกาสทางการศึกษาของผู้หญิงที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด
การศึกษาเปลี่ยนชีวิต มารี กูรี ตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งเธอได้แสดงความสามารถทางวิทยาศาสตร์อย่างโดดเด่น และได้พบกับนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ปีแยร์ กูรี (Pierre Curie) ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1895 และเริ่มต้นการทำงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์
การค้นพบกัมมันตรังสีที่เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษยชาติ
ผลงานที่ทำให้มารี กูรี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือ การศึกษาปรากฏการณ์ กัมมันตรังสี (Radioactivity) ซึ่งเป็นคำที่เธอเป็นผู้บัญญัติขึ้นเอง งานวิจัยของเธอและปีแยร์ กูรี ทำให้ค้นพบธาตุใหม่สองชนิด ได้แก่ พอโลเนียม (Polonium) ซึ่งตั้งชื่อตามประเทศบ้านเกิดของเธอ และเรเดียม (Radium) ธาตุที่สามารถปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง
การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิทยาศาสตร์ เพราะช่วยเปิดประตูสู่การศึกษาภายในอะตอม และวางรากฐานให้กับฟิสิกส์นิวเคลียร์ในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันคุณสมบัติของรังสียังถูกนำไปใช้ในวงการแพทย์ โดยเฉพาะการรักษา โรคมะเร็งด้วยรังสี (Radiotherapy) ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในวิธีรักษาหลักของการแพทย์สมัยใหม่
นักวิทยาศาสตร์หญิงคนแรกที่สร้างประวัติศาสตร์โนเบล
ความสำเร็จของมารี กูรี ได้รับการยอมรับในระดับโลก เมื่อเธอได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1903 ร่วมกับปีแยร์ กูรี และอ็องรี เบ็กเกอแรล (Henri Becquerel) จากผลงานเกี่ยวกับรังสี
ต่อมาในปี ค.ศ. 1911 เธอยังได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเคมี จากการค้นพบธาตุเรเดียมและพอโลเนียม ทำให้เธอกลายเป็น บุคคลแรกของโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลสองสาขา และยังคงเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ทำได้
สงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 มารี กูรี ได้นำความรู้ด้านรังสีวิทยามาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในสนามรบ เธอมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ สำหรับใช้ตรวจอาการบาดเจ็บของทหาร เครื่องเหล่านี้ถูกเรียกว่า Petites Curies และช่วยให้แพทย์สามารถตรวจหากระสุนหรือเศษโลหะในร่างกายผู้บาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว
มีรายงานว่าเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ที่เธอช่วยพัฒนานั้นถูกใช้งานกับทหารมากกว่าหนึ่งล้านคนในช่วงสงคราม ถือเป็นตัวอย่างของการนำวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อช่วยชีวิตผู้คนในสถานการณ์วิกฤต
ผู้หญิงคนเดียวในภาพถ่ายประวัติศาสตร์
นอกจากความสนใจด้านรังสี มารี กูรี ยังมีความสนใจในด้านของทฤษฎีควอนตัม (Quantum Theory) โดยในช่วงปี ค.ศ. 1927 มีการประชุมโซลเวย์ Solvay Conference ครั้งที่ 5 ที่จัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งได้มีการถ่ายภาพหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ รวมบุคคลสำคัญด้านฟิสิกส์ควอนตัม กลศาสตร์ควอนตัม และโครงสร้างของอะตอม
โดยมารี กูรี เป็นผู้หญิงคนเดียวในภาพดังกล่าว ร่วมกับแมกซ์ พลังค์, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, วิลเลียม ลอว์เรนซ์ แบร็กก์, นีลส์ โบร์, แวร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก และนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังแห่งยุคอีกหลายคน ซึ่งกลายเป็นภาพถ่ายที่ทรงพลังมากที่สุดภาพหนึ่งในวงการวิทยาศาสตร์
การอุทิศชีวิตนเองเพื่อศึกษากัมมันตรังสี
ในยุคที่มารี กูรี ทำงานวิจัยเกี่ยวกับรังสี มนุษย์ยังไม่เข้าใจอันตรายของกัมมันตรังสีอย่างเพียงพอ เธอทำงานกับสารกัมมันตรังสีโดยแทบไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีพอเหมือนในยุคนี้ ส่งผลให้ร่างกายได้รับรังสีสะสมเป็นเวลานาน
ในที่สุดเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1934 จากโรคโลหิตจางชนิดรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการได้รับรังสีเป็นเวลาหลายสิบปี แม้แต่สมุดบันทึกงานวิจัยของเธอในปัจจุบันก็ยังคงมีระดับกัมมันตรังสีสูงจนต้องเก็บรักษาในกล่องตะกั่ว
แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษ แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของมารี กูรี ยังคงส่งผลต่อโลกอย่างลึกซึ้ง การศึกษากัมมันตรังสีของเธอวางรากฐานให้กับสาขาวิชาใหม่ ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟิสิกส์นิวเคลียร์ เวชศาสตร์นิวเคลียร์ การฉายรังสีรักษามะเร็ง รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์และอุตสาหกรรมสมัยใหม่
นอกจากนี้ ชื่อของเธอยังถูกใช้เป็นเกียรติในวงการวิทยาศาสตร์ เช่น หน่วยวัดกัมมันตรังสี คูรี (Curie) และสถาบันวิจัยหลายแห่งทั่วโลก รวมถึง สถาบันกูรี (Institut Curie) ในกรุงปารีส ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านมะเร็งและรังสีวิทยาจนถึงปัจจุบัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
