ดีเบตเศรษฐกิจ : เลือกตั้ง 2569 เปิดวิสัยทัศน์ 7 พรรค ใครตอบโจทย์ไทย?

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 ใกล้เข้ามาในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อที่อ่อนแรง การแข่งขันในเวทีโลก และความเปราะบางของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ท่ามกลางบริบทดังกล่าว TNN16 ร่วมกับ Bangkok Post จัดเวทีดีเบตพิเศษภายใต้หัวข้อ“ELECTION2026: DECODING THE ECONOMIC FUTURE เลือกตั้ง69 ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพรรคการเมืองแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบายต่อหน้าสาธารณชน
หัวใจของเวทีอยู่ที่คำถามเดียวกันสำหรับผู้ร่วมดีเบตทุกคน คือ หากได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนใน 90 วันแรกควรเริ่มจากจุดใด และจะเชื่อมต่อไปสู่การเติบโตระยะยาวอย่างไร คำตอบที่ได้รับเผยให้เห็นความแตกต่างทั้งด้านวิธีคิด กลไกทางการคลัง และบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ
พรรคเพื่อไทย ชูภาพใหญ่เศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ แก้หนี้ระยะยาว
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 9 เปิดประเด็นด้วยการมองเศรษฐกิจในภาพใหญ่ โดยย้ำว่าการเพิ่มรายได้ประเทศต้องเดินคู่กับการแก้ปัญหาหนี้อย่างต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยเสนอให้เร่งขยายฐานภาษีและเพิ่มจำนวนผู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มรายได้รัฐในระยะยาว ควบคู่กับมาตรการลดค่าครองชีพและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมยกข้อมูลการส่งออกและการลงทุนที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างว่าการกระตุ้นที่ถูกจังหวะสามารถหนุนการเติบโตได้จริง
พรรคประชาธิปัตย์ วางสองระยะ สวัสดิการ–โครงสร้าง–ปราบโกง
ด้านนายวีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 27 วางกรอบนโยบายแบบสองระยะ โดยระยะสั้นมุ่งสร้างความมั่นคงให้ประชาชนผ่านสิทธิและสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ แม่และเด็ก พร้อมเร่งบรรจุนโยบายด้านการศึกษาและประกันรายได้แรงงานเข้าสู่งบประมาณ ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการจัดการสแกมเมอร์ การเปิดตลาดใหม่ผ่านข้อตกลงการค้า และการต่อต้านคอร์รัปชันด้วยกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน
พรรครักชาติ โฟกัสคนตัวเล็ก ใช้กลไกธนาคารรัฐเติมสภาพคล่อง
นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก พรรครักชาติ หมายเลข 35 เลือกยืนอยู่ฝั่งคนตัวเล็กอย่างชัดเจน มองว่าปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือสภาพคล่องและหนี้ที่บั่นทอนการดำรงชีวิต แนวคิดหลักของพรรคคือใช้กลไกธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้งบประมาณใหม่ เพื่อให้เงินลงถึงฐานรากรวดเร็ว พร้อมเน้นว่าการแก้หนี้ต้องมาพร้อมการเติมเงินเข้าสู่ระบบ มิฉะนั้นเศรษฐกิจระดับล่างจะไม่สามารถฟื้นตัวได้
พรรคโอกาสใหม่ เสนอแช่แข็งหนี้ ตั้งหลักก่อนฟื้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ พรรคโอกาสใหม่ หมายเลข 44 เสนอให้เริ่มจากการหยุดวงจรหนี้ ด้วยแนวคิดแช่แข็งหนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี ผ่านการหยุดดอกเบี้ย หยุดยึด และหยุดฟ้อง เพื่อให้ประชาชนตั้งหลัก จากนั้นเสริมมาตรการช่วยครอบครัวและแรงงาน เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับเด็ก การลดค่าไฟผู้มีรายได้น้อย และการเปิดทางให้ SME เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยเป็นธรรม เพื่อสร้างการจ้างงานและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
พรรคประชาชน เร่งแก้เงินฝืด อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ พรรคประชาชน หมายเลข 46 มองว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือภาวะเงินฝืดและกำลังซื้อที่ลดลง แนวนโยบายเร่งด่วนจึงเน้นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อ SME การลงทุนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม การฟื้นภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมาตรการหวยใบเสร็จและคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการบริโภค การจ้างงาน และการลงทุนไปพร้อมกัน
พรรคไทยสร้างไทย ชู “ปลดหนี้–เติมทุน–ปราบโกง”
ด้านนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 นำเสนอแนวคิด “บันได 3 ขั้น” คือปราบโกง ปลดหนี้ และเติมทุน โดยใช้กลไกจับคู่เงินฝากภาคเอกชนกับความต้องการสินเชื่อของประชาชนและ SME แทนการใช้งบประมาณรัฐ พร้อมย้ำว่าการจัดการคอร์รัปชันต้องเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ช่วงต้นของการบริหารประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้า
พรรคไทยก้าวใหม่ เสนอรื้อโครงสร้าง สร้างเศรษฐกิจฐานใหม่
ส่วนดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคไทยก้าวใหม่ หมายเลข 49 เสนอภาพการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งเป้าสร้างบริษัทไทยระดับสากลและกระจายศูนย์เศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ควบคู่มาตรการระยะสั้นทั้งการเติมเงิน แก้หนี้ และกองทุนพยุง SME เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
