รีเซต

3 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง 2026 ฝ่าเงินเฟ้อ รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว

3 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง 2026 ฝ่าเงินเฟ้อ รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว
TNN ช่อง16
24 มิถุนายน 2569 ( 10:16 )
17

ครึ่งแรกของปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกยังสามารถพลิกกลับขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI


ก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลัง ความท้าทายในการลงทุนยังคงอยู่ ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกหันมาดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมกับเงินเฟ้อที่ยังค้างอยู่ในระดับสูง ก็มีโอกาสที่โลกจะเผชิญภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ยากที่สุดในการลงทุน ดังนั้น


การจัดพอร์ตในช่วงครึ่งปีหลังจึงควรให้ความสำคัญกับ 3 ธีมหลัก ดังนี้ 1.Commodity Play จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ Stagflation ระหว่างปี 2021 – 2022 พบว่าสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดคือ น้ำมัน (+115%) และ Broad Commodities (+68%) ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วน Commodities เข้าไปในพอร์ตจึงเป็นทั้งเครื่องมือสร้างผลตอบแทนและช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในเวลาเดียวกัน โดย Commodities ที่น่าสนใจ ได้แก่


น้ำมัน ในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อจากปัจจัยด้านอุปทานที่ยังคงตึงตัว สะท้อนจากปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝั่งอุปสงค์ หลายประเทศมีความจำเป็นต้องเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) หลังจากที่มีการระบายสต๊อกออกมาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แม้ว่าสถานการณ์บริเวณช่องแคบ Hormuz จะเริ่มคลี่คลาย แต่คาดว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันของหลายประเทศยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะสั้น ทำให้ความไม่สมดุลระหว่าง Demand กับ Supply ดังกล่าว จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสกลับขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในช่วงครึ่งหลังของปี

ทองคำ อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจในภาวะเงินเฟ้อสูงคือทองคำ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Inflation Hedge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจาก World Gold Council พบว่า ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงกว่า 5% ทองคำสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ราว 14% ต่อปี นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) โดยแรงซื้อดังกล่าวยังถือเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างให้กับทองคำในระยะยาว


 

 

2. Resilient Play หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงชะลอตัว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ และได้รับแรงสนับสนุนจาก Megatrend ของโลก หนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจคือ Healthcare ซึ่งได้รับอานิสงส์จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร


อีกกลุ่มที่โดดเด่นคือ AI Infrastructure ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ปัจจุบัน AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เริ่มถูกนำไปใช้งานในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าที่อยู่ใน Supply chain เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Semiconductors, Data Center รวมถึง Smart Grid 


3. Low - Volatility Play ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง หุ้นกลุ่ม High Dividend มักเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น หุ้นไทยในดัชนี SETHD ซึ่งปัจจุบันให้ Dividend Yield อยู่ที่ประมาณ 6.25% ต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่อยู่ราว 2% จะพบว่ามี Dividend Yield Gap สูงถึงประมาณ 4% สะท้อนถึงความน่าสนใจของหุ้นปันผลไทยในฐานะแหล่งสร้างกระแสเงินสดระยะยาว และเป็นกันชนช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนพอร์ต


 

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง และไม่มีเวลาติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด กองทุนรวมผสม (Multi-Asset Fund) ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ เนื่องจากผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด โดยกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก รวมถึงมีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน ทั้งการสร้างผลตอบแทน ควบคู่ไปกับการควบคุมความผันผวนของพอร์ตให้อยู่ในระดับเหมาะสม 


ครึ่งปีหลังของปี 2026 หัวใจสำคัญของการลงทุน คือการสร้างพอร์ตที่พร้อมรับมือได้กับทุกสถานการณ์ ด้วยการผสมผสาน สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ สินทรัพย์เติบโตระยะยาวตาม Megatrend โลก รวมถึงสินทรัพย์ที่ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ต เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ชนะในโลกการลงทุนไม่ใช่คนที่ทำนายอนาคตได้แม่นยำที่สุด แต่คือคนที่เตรียมพอร์ตการลงทุนให้พร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง