ผู้ค้าปลีกชงรัฐต่อยอด “ไทยช่วยไทย พลัส”

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบไม่ทั่วถึง ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและธุรกิจรายย่อยยังเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2569 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0% ขณะที่ตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3% จากมูลค่า 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นราว 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังเกิดขึ้นไม่ทั่วถึง โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การท่องเที่ยว การลงทุน และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปีเป็นสำคัญ
ขณะที่แนวโน้มปี 2570 เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวราว 1.8% ส่วนตลาดค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตในระดับ 3.0-3.5% หรือมีมูลค่าราว 4.51-4.53 ล้านล้านบาท แต่ยังต้องจับตาความเปราะบางของกำลังซื้อภายในประเทศและหนี้ครัวเรือน ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการบริโภค
นายณัฐกล่าวว่า สถานการณ์กำลังซื้อในปัจจุบันสะท้อนชัดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังออกมาจับจ่าย แต่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แม้ความถี่ในการซื้อสินค้าจะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ กลับลดลง สะท้อนว่ากำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพิจารณาต่อยอดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หลังมาตรการระยะแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น และได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐนำบทเรียนจากการดำเนินโครงการระยะแรกมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ในเฟสต่อไป โดยขยายขอบเขตให้ธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้องสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้สิทธิ์ผ่านช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย และช่วยให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนไปยังผู้ประกอบการในวงกว้าง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่มธุรกิจ
การเปิดโอกาสให้ธุรกิจค้าปลีกเข้าร่วมมากขึ้น ยังจะช่วยส่งผ่านเม็ดเงินไปยังเอสเอ็มอี ผู้ผลิต และซัพพลายเออร์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเมื่อยอดใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ยอดสั่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยก็มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้การเติบโตของตลาดค้าปลีกที่มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาทในปีนี้ กระจายไปสู่ผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเสนอให้รัฐบาลนำมาตรการ Easy E-Receipt กลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกโดยตรง โดยอาจพิจารณาเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจากเดิม 30,000-50,000 บาท เป็น 100,000 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขาย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น
สำหรับช่วงปลายปี ภาคค้าปลีกยังคาดหวังแรงหนุนจากมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ที่จะเข้ามากระตุ้นการเดินทางและการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงไตรมาส 4 โดยมองว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และภาคค้าปลีก โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกแรงส่งสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี
“การเติบโตของภาคค้าปลีกจะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่ช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เอสเอ็มอี และผู้ผลิตในประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงควรออกแบบให้เม็ดเงินกระจายไปได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นในวงกว้าง” นายณัฐกล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
