อย่าปล่อยให้ปวดท้องบ่อย! รู้จักเชื้อ "H. pylori" ตัวร้ายที่จ้องทำลายกระเพาะอาหาร จนกลายเป็น"มะเร็ง"

เชื้อแบคทีเรีย H.pylori คืออะไร
เชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) คือเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร โดยผู้ติดเชื้อส่วนมากจะเกิดภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังแต่ไม่แสดงอาการ ซึ่งผู้ติดเชื้อนี้มีความเสียงที่จะพัฒนาเป็นแผลในกระเพาะอาหารถึง 10-20 % โดยมีการอักเสบที่บริเวณกระเพาะอาหารส่วนปลาย และมีโอกาสสูงที่จะเกิดในลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงผู้ติดเชื้อนี้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 3 % และพบว่าครึ่งนึงของประชากรโลก มีการติดเชื้อนี้ในทางเดินอาหารส่วนต้น โดยในประเทศแถวในเอเซียและแอฟริกาจะพบการติดเชื้อได้มากกว่าประเทศทางตะวันตก
อาการ และใครบ้างที่ควรตรวจ
-ผู้ทีมีอาการเกี่ยวกับโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เช่น ปวดท้อง อืดท้อง มีลมในท้อง เบื่ออาหาร
-มีประวัติเป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร
-บุคคลในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเข้าสู่กระเพาะอาหารของมนุษย์ได้อย่างไร ?
แม้จะอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดของกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรสามารถที่จะปรับตัวและอยู่รอดได้ โดยผ่านกลไกดังนี้
-กลไกต้านทานกรด เชื้อเอชไพโลไรจะผลิตเอนไซม์ยูรีเอส (Urease) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนยูเรียเป็นแอมโมเนียและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแอมโมเนียจะทำลายฤทธิ์ความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับแบคทีเรีย
-รูปร่างเกลียวและการเคลื่อนที่ การที่มีรูปร่างเป็นเกลียวและมีหางที่ช่วยให้สามารถแทรกผ่านชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุผิวได้
-การยึดเกาะและการตั้งถิ่นฐาน เชื้อเอชไพโลไรใช้โปรตีนแอดฮีซิน (Adhesin) ซึ่งเป็นโปรตีนพิเศษบนพื้นผิวของมัน เพื่อยึดติดแน่นกับเซลล์กระเพาะอาหาร ป้องกันไม่ให้ถูกชะล้างออกไปจากการย่อยอาหาร การปรับตัวเหล่านี้ทำให้เชื้อเอชไพโลไรสามารถอยู่ในกระเพาะอาหารได้นานหลายสิบปีหากไม่ได้รับการรักษา
เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรแพร่กระจายอย่างไร ? อะไรคือปัจจัยเสี่ยง?
1. วิธีการแพร่กระจาย เชื้อเอชไพโลไร แพร่กระจายหลัก ๆ ผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ทางปากสู่ปาก หรือปนเปื้อนมากับอาหาร มักแพร่กระจายภายในครอบครัวของผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี
2. ปัจจัยเสี่ยง
-การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาหารหมัก
-การดื่มน้ำที่ปนเปื้อน
-การใช้ภาชนะร่วมกันหรือรับประทานอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ
-การอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
-ผลกระทบต่อสุขภาพจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อมักไม่แสดงอาการโดยเชื้อสามารถอยู่ในกระเพาะได้นานหลายปี ก่อนที่จะแสดง
อาการ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ดังนี้
-กระเพาะอาหารอักเสบ การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอาหาร
-แผลในกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรทำลายชั้นเมือก เพิ่มการสัมผัสกับกรด นำไปสู่แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โดยอาจมีอาการของโรคกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุได้
-มะเร็งกระเพาะอาหาร การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง MALT (MALT lymphoma) โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสาเหตุการก่อมะเร็งที่สำคัญ
-อาการนอกกระเพาะอาหาร เอชไพโลไรอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (ITP; Immune thrombocytopenic purpura)
เมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
-ปวดท้องส่วนบน (แสบร้อนหรือปวดตื้อ)
-อาหารไม่ย่อย
-คลื่นไส้
-เบื่ออาหาร
-ท้องอืด
-น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรเพิ่มเติมในกรณี
-ประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร
-มะเร็งกระเพาะอาหาร
-การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) หรือแอสไพรินเป็นระยะเวลายาว
-ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่ไม่ทราบสาเหตุ
-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน
-ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
