รีเซต

อย่าปล่อยให้ปวดท้องบ่อย! รู้จักเชื้อ "H. pylori" ตัวร้ายที่จ้องทำลายกระเพาะอาหาร จนกลายเป็น"มะเร็ง"

อย่าปล่อยให้ปวดท้องบ่อย! รู้จักเชื้อ "H. pylori" ตัวร้ายที่จ้องทำลายกระเพาะอาหาร จนกลายเป็น"มะเร็ง"
TNN ช่อง16
6 กรกฎาคม 2569 ( 11:14 )
9

เชื้อแบคทีเรีย H.pylori คืออะไร

เชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) คือเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร โดยผู้ติดเชื้อส่วนมากจะเกิดภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังแต่ไม่แสดงอาการ ซึ่งผู้ติดเชื้อนี้มีความเสียงที่จะพัฒนาเป็นแผลในกระเพาะอาหารถึง 10-20 % โดยมีการอักเสบที่บริเวณกระเพาะอาหารส่วนปลาย และมีโอกาสสูงที่จะเกิดในลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงผู้ติดเชื้อนี้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 3 % และพบว่าครึ่งนึงของประชากรโลก มีการติดเชื้อนี้ในทางเดินอาหารส่วนต้น โดยในประเทศแถวในเอเซียและแอฟริกาจะพบการติดเชื้อได้มากกว่าประเทศทางตะวันตก


อาการ และใครบ้างที่ควรตรวจ

-ผู้ทีมีอาการเกี่ยวกับโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เช่น ปวดท้อง อืดท้อง มีลมในท้อง เบื่ออาหาร

-มีประวัติเป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร

-บุคคลในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร


เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเข้าสู่กระเพาะอาหารของมนุษย์ได้อย่างไร ?

แม้จะอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดของกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรสามารถที่จะปรับตัวและอยู่รอดได้ โดยผ่านกลไกดังนี้


-กลไกต้านทานกรด เชื้อเอชไพโลไรจะผลิตเอนไซม์ยูรีเอส (Urease) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนยูเรียเป็นแอมโมเนียและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแอมโมเนียจะทำลายฤทธิ์ความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับแบคทีเรีย

-รูปร่างเกลียวและการเคลื่อนที่ การที่มีรูปร่างเป็นเกลียวและมีหางที่ช่วยให้สามารถแทรกผ่านชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุผิวได้

-การยึดเกาะและการตั้งถิ่นฐาน เชื้อเอชไพโลไรใช้โปรตีนแอดฮีซิน (Adhesin) ซึ่งเป็นโปรตีนพิเศษบนพื้นผิวของมัน เพื่อยึดติดแน่นกับเซลล์กระเพาะอาหาร ป้องกันไม่ให้ถูกชะล้างออกไปจากการย่อยอาหาร การปรับตัวเหล่านี้ทำให้เชื้อเอชไพโลไรสามารถอยู่ในกระเพาะอาหารได้นานหลายสิบปีหากไม่ได้รับการรักษา

เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรแพร่กระจายอย่างไร ? อะไรคือปัจจัยเสี่ยง?

1. วิธีการแพร่กระจาย เชื้อเอชไพโลไร แพร่กระจายหลัก ๆ ผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ทางปากสู่ปาก หรือปนเปื้อนมากับอาหาร มักแพร่กระจายภายในครอบครัวของผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี


2. ปัจจัยเสี่ยง

-การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาหารหมัก

-การดื่มน้ำที่ปนเปื้อน

-การใช้ภาชนะร่วมกันหรือรับประทานอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

-การอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ

-ผลกระทบต่อสุขภาพจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร


โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อมักไม่แสดงอาการโดยเชื้อสามารถอยู่ในกระเพาะได้นานหลายปี ก่อนที่จะแสดง

อาการ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ดังนี้


-กระเพาะอาหารอักเสบ การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอาหาร

-แผลในกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรทำลายชั้นเมือก เพิ่มการสัมผัสกับกรด นำไปสู่แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โดยอาจมีอาการของโรคกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุได้

-มะเร็งกระเพาะอาหาร การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง MALT (MALT lymphoma) โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสาเหตุการก่อมะเร็งที่สำคัญ

-อาการนอกกระเพาะอาหาร เอชไพโลไรอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (ITP; Immune thrombocytopenic purpura)


เมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร

-ปวดท้องส่วนบน (แสบร้อนหรือปวดตื้อ)

-อาหารไม่ย่อย

-คลื่นไส้

-เบื่ออาหาร

-ท้องอืด

-น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ


โดยแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรเพิ่มเติมในกรณี

-ประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร

-มะเร็งกระเพาะอาหาร

-การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) หรือแอสไพรินเป็นระยะเวลายาว

-ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่ไม่ทราบสาเหตุ

-ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน

-ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง