การวิจับชี้รสเผ็ดในพริกอาจทำให้เซลล์มะเร็งผิวหนังทำลายตัวเอง

แคปไซซิน (Capsaicin) สารสำคัญที่ทำให้พริกมีรสเผ็ดร้อน กำลังได้รับความสนใจจากวงการวิจัยด้านมะเร็ง หลังการศึกษาระดับเซลล์พบว่า สารดังกล่าวอาจมีฤทธิ์ยับยั้งการอยู่รอดของเซลล์มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา และกระตุ้นกระบวนการ อะพอพโทซิส (Apoptosis) หรือการตายของเซลล์แบบมีโปรแกรม
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า การรับประทานพริกหรือแคปไซซินจะสามารถป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งผิวหนังในมนุษย์ได้
แคปไซซินกับเซลล์มะเร็งผิวหนัง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Oncology Letters ปี 2019 ศึกษาผลของแคปไซซินต่อเซลล์มะเร็งผิวหนังของมนุษย์ 2 ชนิด ได้แก่ A375 และ C8161 ซึ่งเป็นเซลล์มะเร็งเมลาโนมาที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
นักวิจัยพบว่า แคปไซซินสามารถลดความสามารถในการอยู่รอดของเซลล์มะเร็งได้ โดยผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับทั้งความเข้มข้นของสารและระยะเวลาที่เซลล์ได้รับแคปไซซิน
เมื่อศึกษากลไกในระดับเซลล์เพิ่มเติม พบว่าแคปไซซินสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของโปรตีน cleaved caspase-3 และ cleaved PARP ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอะพอพโทซิส
กล่าวง่าย ๆ คือ เซลล์มะเร็งที่ได้รับแคปไซซินมีสัญญาณของกระบวนการตายของเซลล์เพิ่มขึ้น และอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้จำนวนเซลล์มะเร็งลดลง
พบทั้ง “อะพอพโทซิส” และ “ออโตฟาจี”
สิ่งที่น่าสนใจจากงานวิจัยไม่ได้มีเพียงการกระตุ้นอะพอพโทซิสเท่านั้น แต่ยังพบว่าแคปไซซินกระตุ้น ออโตฟาจี (Autophagy) หรือกระบวนการที่เซลล์นำส่วนประกอบที่เสียหายหรือไม่จำเป็นกลับมารีไซเคิลภายในเซลล์ด้วย
การทดลองพบการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับออโตฟาจี เช่น LC3-II และ Beclin-1 รวมถึงการก่อตัวของโครงสร้างที่เรียกว่า autophagosomes
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะออโตฟาจีไม่ได้หมายความว่าเซลล์จะต้องตายเสมอไป ในบางสถานการณ์ ออโตฟาจีอาจทำหน้าที่เป็นกลไกที่ช่วยให้เซลล์รับมือกับความเครียดและอยู่รอดได้
ในงานวิจัยดังกล่าว เมื่อมีการยับยั้งออโตฟาจี นักวิจัยพบว่าสัญญาณของอะพอพโทซิส เช่น cleaved caspase-3 และ cleaved PARP เพิ่มขึ้น และการตายของเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย จึงชี้ให้เห็นว่าออโตฟาจีที่เกิดจากแคปไซซินในระบบทดลองนี้อาจมีบทบาทช่วยให้เซลล์มะเร็งบางส่วนรับมือกับความเครียดและอยู่รอดได้
ไม่ใช่เพียงงานวิจัยเดียว
ก่อนหน้านี้มีการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างแคปไซซินกับการตายของเซลล์เมลาโนมาเช่นกัน โดยงานวิจัยปี 2007 ศึกษาเซลล์มะเร็งเมลาโนมาของหนูชนิด B16-F10 และพบว่าแคปไซซินยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ในลักษณะที่ขึ้นกับความเข้มข้น พร้อมกระตุ้นกระบวนการอะพอพโทซิส
นักวิจัยพบการปลดปล่อย cytochrome c จากไมโทคอนเดรีย การกระตุ้น caspase-3 และการตัดตัวของ PARP รวมถึงการลดลงเล็กน้อยของโปรตีน Bcl-2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมการตายของเซลล์
นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในปี 2021 ศึกษากลไกของแคปไซซินต่อเซลล์ A375 และแบบจำลองมะเร็งเมลาโนมาในหนู โดยพบว่าแคปไซซินมีผลต่อโปรตีน tNOX หรือ ENOX2 และเกี่ยวข้องกับกระบวนการออโตฟาจี อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้มีรายละเอียดทางกลไกแตกต่างจากงานวิจัยปี 2019 โดยในเซลล์ A375 พบว่าแคปไซซินกระตุ้นออโตฟาจีเด่นกว่าอะพอพโทซิส
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลไกของแคปไซซินต่อเซลล์มะเร็งมีความซับซ้อน และอาจขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ ความเข้มข้น ระยะเวลาที่ได้รับสาร และสภาวะแวดล้อมของเซลล์
กินพริกช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังหรือไม่
แม้งานวิจัยในห้องปฏิบัติการจะให้ข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่า การกินพริกสามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้
เหตุผลสำคัญคือ งานวิจัยหลักที่พบผลต่อเซลล์เมลาโนมาเป็นการทดลอง in vitro หรือการนำเซลล์มาเพาะเลี้ยงและสัมผัสกับแคปไซซินในความเข้มข้นที่นักวิจัยกำหนด ซึ่งไม่สามารถเทียบโดยตรงกับปริมาณแคปไซซินที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานพริกในชีวิตประจำวันได้
ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งในสัตว์ทดลองและโดยเฉพาะการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ เพื่อประเมินว่าแคปไซซินมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เป็นแนวทางรักษามะเร็งหรือไม่
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ยังแสดงให้เห็นว่า การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับแคปไซซินที่อยู่ในฐานข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการใช้แคปไซซินชนิดทาเพื่อรักษาอาการปลายประสาทอักเสบจากเคมีบำบัด ไม่ใช่การใช้แคปไซซินเพื่อรักษามะเร็งผิวหนังโดยตรง
สัญญาณน่าสนใจ แต่ยังไม่ใช่การรักษา
แคปไซซินจึงถือเป็นสารธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยด้านมะเร็ง โดยเฉพาะจากหลักฐานระดับเซลล์ที่แสดงให้เห็นถึงผลต่อการอยู่รอดของเซลล์ การกระตุ้นอะพอพโทซิส และการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการออโตฟาจี
แต่ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้แคปไซซินหรือการกินพริกเป็นวิธีรักษามะเร็งผิวหนัง
สำหรับผู้ที่มีไฝหรือจุดบนผิวหนังที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติ เช่น มีขนาด รูปร่าง หรือสีเปลี่ยนไป มีขอบไม่สม่ำเสมอ เลือดออก หรือเป็นแผลที่ไม่หาย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว และผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังควรเข้าสู่กระบวนการรักษาตามคำแนะนำของทีมแพทย์ ไม่ควรใช้พริกหรือผลิตภัณฑ์แคปไซซินทดแทนการรักษามาตรฐาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
