รีเซต

TTB ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%

TTB ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4%
ทันหุ้น
20 เมษายน 2569 ( 13:05 )
1

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #TTB ไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% 

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 จำนวน 5,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% YoY แม้ว่าการเติบโตของรายได้หลักจะได้รับแรงกดดันจากการปรับลดดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาดในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการชะลอตัวของสินเชื่อ โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาผลการดำเนินงานโดยรวมเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

การปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินให้เหมาะสมช่วยลดผลกระทบเชิงลบบน NIM ส่งผลให้ NIM ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.02% โดยต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นผลจากแผนการบริหารโครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงผลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อีกทั้งการปรับสัดส่วนโครงสร้างสินเชื่อไปยังกลุ่มสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงยังช่วยรักษาระดับของ NIM

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมที่มิใช่ธุรกิจหลัก เช่น กำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้อื่นจากเงินสนับสนุน FIDF ภายใต้โครงการ “คุณสู้, เราช่วย” ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมหลักยังเติบโตได้ดีในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะแบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต รวมถึงค่าธรรมเนียมเพื่อการส่งออกและปริวรรตเงินตรา

ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยการเพิ่มขึ้น YoY ส่วนหนึ่งมาจากการรวมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของ ttb wealth securities อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการดังกล่าว ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานหลักยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีและมีแนวโน้มทรงตัว สะท้อนจากการลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อีกทั้งการปรับเปลี่ยนการให้บริการไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้แนวคิด ‘digital-first, digital-only’ คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนในระยะต่อไป

คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยจากการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด การลดความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อเชิงรุก และโครงการช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 12.8% YoY และระดับสินเชื่อด้อยคุณภาพทรงตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารยังตั้งสำรองเพิ่มเติมผ่าน Management Overlay เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวโน้มราคาบ้านมือสอง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (LLR coverage ratio) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 154%

ธนาคารยังเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยเน้นเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง พร้อมนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล ‘Cash2Go’ ภายใต้โมเดล Risk Based Pricing เพื่อขยายฐานลูกค้าที่มีประวัติการชำระดี ณ เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มสินเชื่อเป้าหมาย เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยทรงตัวจากต้นปี อย่างไรก็ตาม ภาพรวมพอร์ตสินเชื่อยังลดลง YTD จากการที่สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเช่าซื้อชะลอตัว

ด้านโครงสร้างเงินฝาก ธนาคารยังคงปรับให้เหมาะสมเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน โดยลดสัดส่วนเงินฝากต้นทุนสูง ปรับระยะเวลาเงินฝากประจำให้สั้นลง และนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากอย่าง ttb no-fixed สำหรับลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนสูง พร้อมทั้งขยายฐานเงินฝาก CASA ผ่านผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ttb all free เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ และมุ่งสู่การเป็นธนาคารหลักของลูกค้า

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีผลประโยชน์ทางภาษีคงเหลือจำนวน 4.7 พันล้านบาท ซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงปี 2571 โดยจะทยอยรับรู้ตามประมาณการรายได้ในอนาคต ไม่ได้ใช้วิธีรับรู้แบบเท่ากันทุกปี

สำหรับไตรมาส 1/2569 ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 12,150 ล้านบาท ลดลง 1.0% QoQ และลดลง 8.1% YoY จากแรงกดดันของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องรวม 6 ครั้งตั้งแต่ไตรมาส 4/2567 รวมถึงการชะลอตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 23.1% ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

ในส่วนของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% QoQ และเพิ่มขึ้น 37.4% YoY ส่งผลให้รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ และเพิ่มขึ้น 1.1% YoY ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 7.7% YoY

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 3,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.0% QoQ แต่ลดลง 12.8% YoY ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้อยู่ที่ 5,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% QoQ และเพิ่มขึ้น 4.5% YoY ทั้งนี้ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 1.4% YoY และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวม 4,421 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.0% QoQ แต่ลดลง 15.3% YoY

กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 0.06 บาท ทรงตัว QoQ และเพิ่มขึ้น 20.0% YoY

ทีทีบี รายงานกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ หนี้เสียทรงตัว พร้อมยกระดับใน 3 ด้านหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกันชนรองรับความเสี่ยง การบริหารผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และการสนับสนุนลูกค้าภายใต้โครงการต่าง ๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

กรุงเทพฯ, 20 เมษายน 2569 -- ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิ 5,170ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับกำไรในไตรมาสที่แล้วและช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงควบคุมได้ดี แนวโน้มหนี้เสียทรงตัวต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% ยังคงอยู่ในระดับสูง

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า “สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งในแง่ของการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ และในแง่ของการยกระดับใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งได้แก่ การป้องกันความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงถัดไป การบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการดูแลสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม

ในด้านผลการดำเนินงาน ธนาคารสามารถรักษาระดับกำไรสุทธิได้ที่ 5,170 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ใกล้เคียงกับ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 5,096 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568  สะท้อนผลจากการปรับใช้กลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมเพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านรายได้จากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและภาวะดอกเบี้ยขาลง ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาโซลูชันทางการเงินเพื่อกระตุ้นรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงการนำศักยภาพด้านดิจิทัลมายกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการด้านต้นทุน

ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังคงมีเสถียรภาพ โดยธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้อยู่ที่ระดับประมาณ 39,000 ล้านบาทได้อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ในไตรมาสนี้สินเชื่อด้อยคุณภาพลดลงราว 1% จากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.9% ซึ่งยังคงอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%

อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1 ได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสร้างแรงกดดันต่อคุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงถัดไป ดังนั้น เพื่อความรอบคอบ ธนาคารจึงยกระดับการป้องกันความเสี่ยง โดยได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ รวมเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 154% สะท้อนความสามารถในการรองรับความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานและมูลค่าของผู้ถือหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

อีกหนึ่งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ได้แก่ การยกระดับการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการ ขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยธนาคารได้เตรียมขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในที่ประชุม AGM เพื่อเพิ่มเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) เทียบกับวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท กรอบเวลา 3 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราส่วนทางการเงิน เช่น EPS และ ROE อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อราคาหุ้นจากความผันผวนในตลาดหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง

และท้ายสุด ได้แก่ การยกระดับการสนับสนุนลูกค้า ผ่านการเปิดตัวโครงการ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งทีทีบีถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้ในการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงสานต่อโครงการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 11,000 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 4,400 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 73,600 ราย และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,990 ล้านบาท และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีลูกค้าที่อยู่ภายใต้โครงการราว 77,500 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 39,000 ล้านบาท

การดำเนินโครงการเหล่านี้ตอกย้ำความร่วมมือของทีทีบีกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สำหรับไตรมาสที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบต่อไป พร้อมเดินหน้ายกระดับการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน 6 Ecosystem และมุ่งสร้างการเติบโตจากธุรกิจใหม่ในกลุ่มลูกค้า Wealth ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ และกลุ่มมนุษย์เงินเดือน จากการให้บริการสินเชื่อมอเตอร์ไซต์ ผ่านบริษัท ทีทีบี ลีสซิ่ง ซึ่งมีแผนเปิดตัวกลางปีนี้ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร นอกจากนี้ ทีทีบียังพร้อมสนับสนุนแนวทางของธปท. ในการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน รวมไปถึงการดูแลพนักงานของเราด้วยเช่นกัน

รายละเอียดผลการดำเนินงานรายการหลักๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีดังนี้

สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 1,178 พันล้านบาท ลดลง 2.2% จากไตรมาส 4 ปี 2568 (QoQ) การลดลงดังกล่าวเป็นไปตามการชำระคืนหนี้ตามกำหนดของลูกค้า ซึ่งยังคงมากกว่าการเติบโตสินเชื่อใหม่ที่ได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมายยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร

ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,256 พันล้านบาท ลดลง 1.1% QoQ  เป็นผลจากการลดลงของเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเชิงกลยุทธ์สำหรับลูกค้ารายย่อย เช่น เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และ เงินฝาก ttb all fee ยังคงขยายตัวได้ดี ด้านเงินฝากกระแสรายวันเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวด้านเงินฝากเป็นไปตามแผนบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงิน โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำการดำรงสภาพคล่องในระดับสูง สะท้อนได้จากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่อยู่ที่ 94%

กลยุทธ์ด้านสินเชื่อและเงินฝากที่มีประสิทธิภาพได้ช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 1 ค่อนข้างทรงตัวหรือลดลงเพียง 1.0% QoQ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 10.2% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน รายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 16,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 7,642 ล้านบาท ลดลง 1.5% QoQ จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ทั้งนี้ ธนาคารยังคงเน้นย้ำการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย

ในไตรมาสนี้ ธนาคารดำเนินการตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ จึงเพิ่มขึ้น 10.0% QoQ มาอยู่ที่ 3,994 ล้านบาท หลังจากหักสำรองฯ และรวมผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ และเพิ่มขึ้น 1.4% YoY ถือว่าสามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่าน ๆ มา

ท้ายสุด ฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.7% และ 17.7% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง