รีเซต

"รถจีน" บุกโลก 8 เดือนส่งออกทะลุ 6.2 ล้านคัน

"รถจีน" บุกโลก 8 เดือนส่งออกทะลุ 6.2 ล้านคัน
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 13:06 )

อุตสาหกรรมรถยนต์จีนเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว โดยยอดส่งออกรถยนต์นั่งในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 พุ่งขึ้นมากกว่า 6.2 ล้านคัน แซงยอดส่งออกตลอดทั้งปี 2025 ที่อยู่ประมาณ 6 ล้านคันไปแล้ว

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน หรือ CAAM เปิดเผยว่า เฉพาะเดือนสิงหาคม จีนส่งออกรถยนต์นั่งประมาณ 890,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และรถปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค 

ตัวเลขดังกล่าวต้องแยกให้ชัดเจนว่าเป็นยอดส่งออกเฉพาะรถยนต์นั่ง ขณะที่ปี 2025 จีนส่งออกรถยนต์ทุกประเภทรวมกันประมาณ 7.1 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งราว 6 ล้านคัน ดังนั้น ยอด 6.2 ล้านคันในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม จึงเป็นการแซงยอดรถยนต์นั่งทั้งปี 2025 ไม่ใช่แซงยอดรถยนต์ทุกประเภทรวมกัน

เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ ประเมินว่า ตลอดปี 2026 การส่งออกรถยนต์นั่งของจีนอาจเติบโตร้อยละ 50–70 สะท้อนว่าค่ายรถจีนกำลังใช้ตลาดต่างประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักในการขยายธุรกิจ

ปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาที่แข่งขันได้ คุณภาพรถยนต์ที่พัฒนาขึ้น รวมถึงความต้องการรถประหยัดพลังงาน หลังสงครามอิหร่านทำให้ตลาดพลังงานผันผวนและราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ผู้ใช้รถเบนซินและดีเซลบางส่วนจึงเริ่มพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

แม้รถยนต์ที่ผลิตในจีนยังเผชิญกำแพงภาษีในตลาดสหรัฐฯ จนเข้าถึงตลาดได้อย่างจำกัด แต่ผู้ผลิตจีนสามารถเพิ่มยอดขายในยุโรป ลาตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดต่างประเทศขยายตัว ตลาดภายในจีนกลับอยู่ภายใต้แรงกดดัน โดยยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศเดือนสิงหาคมลดลงร้อยละ 25.6 จากปีก่อน เหลือไม่ถึง 1.5 ล้านคัน สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันรุนแรง สงครามราคา ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง

ยอดขายในประเทศที่หดตัวกำลังผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งระบายกำลังการผลิตไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น แต่ยุทธศาสตร์รอบใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งออกรถสำเร็จรูป

นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ค่ายรถจีนกำลังขยับไปสู่การตั้งโรงงานประกอบและฐานการผลิตในต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกำแพงภาษี ลดค่าขนส่ง และเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของแต่ละประเทศ โดยตรง

ทิศทางนี้อาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน เพราะการแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ราคาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่จะครอบคลุมถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ เครือข่ายบริการ และความสามารถในการผลิตภายในประเทศเป้าหมาย

ตัวเลข 8 เดือนแรกจึงสะท้อนว่า จีนกำลังเปลี่ยนกำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันภายในประเทศ ให้กลายเป็นแรงขยายตลาดรถยนต์ระดับโลก โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดเป็นหัวหอกสำคัญ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง