รีเซต

YLG ชี้ทองคำโลกเข้าสู่ยุคใหม่ ดีมานด์พุ่งทุบสถิติ 1.93 แสนล้านดอลลาร์

YLG ชี้ทองคำโลกเข้าสู่ยุคใหม่ ดีมานด์พุ่งทุบสถิติ 1.93 แสนล้านดอลลาร์
TNN ช่อง16
8 พฤษภาคม 2569 ( 17:57 )
11

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แม้ราคาทองคำในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 จะปรับตัวลดลงราว 16% จากระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา แต่ความต้องการทองคำทั่วโลกกลับเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 193,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยสำคัญมาจากแรงซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน

จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยนักลงทุนจีนเข้าซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองรวมกว่า 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

YLG มองว่า สิ่งที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนเอเชียและตะวันตกเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น โดยนักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครองกองทุน ETF ทองคำในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากมองต้นทุนค่าเสียโอกาสจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

ในทางกลับกัน นักลงทุนเอเชียยังคงเดินหน้าซื้อทองคำจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ แต่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมการลงทุนของเอเชียมาอย่างยาวนาน

นางพวรรณ์ กล่าวว่า ตลาดทองคำโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Turning Point ที่สะท้อนว่าทิศทางราคาทองในระยะยาวอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนโดยการสะสมทองคำของธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียมากขึ้น

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก People's Bank of China หรือ PBOC ที่เปิดเผยว่า ธนาคารกลางจีนได้อาศัยจังหวะราคาทองคำปรับฐานในเดือนเมษายน เข้าซื้อทองคำเพิ่มอีก 260,000 ออนซ์ หรือประมาณ 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงก่อนหน้าถึงกว่า 8 เท่า และถือเป็นการเพิ่มทองคำสำรองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำในระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ไว้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปี จากกระแสลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก

YLG มองว่า แม้ในระยะสั้นราคาทองคำอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหรือความผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังคงเป็นฐานสำคัญที่ช่วยพยุงแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนรายย่อยหรือผู้เริ่มต้นลงทุนทองคำ ปัจจุบันสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่เปิดให้ซื้อขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 100 บาท รองรับการลงทุนผ่านสมาร์ตโฟน เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงสินทรัพย์ปลอดภัยในยุคเศรษฐกิจโลกผันผวน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง