จับตาทิศทางเฟดยุค "เควิน วอร์ช" บอนด์ยีลด์พุ่งทำนิวไฮรอบ 19 ปี แนะหลบภัยหุ้นไทย-กลุ่มแบงก์

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินและการทุนสหรัฐฯ ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาในสัปดาห์นี้ คือพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ของนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งคุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ผ่านรายการ WEALTH LIVE ถึงทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในระยะนี้
รอสัญญาณ "เควิน วอร์ช" ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ
คุณประกิต ประเมินว่า ตลาดจำเป็นต้องรอติดตามถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน แม้การลดดอกเบี้ยจะต้องพึ่งพาคณะกรรมการ FOMC แต่เฟดก็ยังมีเครื่องมืออื่นในการจัดการสภาพคล่องหรือพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยได้
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เช่น ยอดค้าปลีกและความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 30 ปี ที่ทะลุระดับ 5.17% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี (นับตั้งแต่ปี 2007)
การพุ่งขึ้นของ Bond Yield สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเชิงโครงสร้างต่อปัญหา "เงินเฟ้อ" แม้ราคาน้ำมันจะยังทรงตัวท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง แต่ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังจะกลับมา ซึ่งอาจส่งผลให้เฟดไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ และมีความเสี่ยงที่อาจจะต้อง "ปรับขึ้น" ดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
เตือนระวังสินทรัพย์เสี่ยง (Tech, Crypto, Gold)
หากมีสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ยังคงทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for longer) คุณประกิตเตือนว่า สินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยง:
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Stocks) / หุ้นที่มูลค่าสูง (High Valuation) อาจเผชิญแรงเทขายรุนแรง คล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2022
คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
ทองคำ ล่าสุดหลุดระดับ 4,500 ดอลลาร์ฯ และอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหากดอกเบี้ยขยับขึ้น รวมถึงอาจเกิดการบังคับขาย (Force Sell) หรือการเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) จากนักลงทุนที่เปิดสถานะ Long ไว้
"หุ้นไทย-อินโดนีเซีย" หลุมหลบภัยที่น่าสนใจ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก องค์การสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ GDP ปี 2569 โตที่ระดับ 2.5% ซึ่งยังคงมีการเติบโตแม้จะมีความเสี่ยงด้านสงครามมากระทบ ในภาวะเช่นนี้ คุณประกิตมองว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะกลายเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ:
ตลาดหุ้นไทย มีความน่าสนใจในฐานะแหล่งพักเงิน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสปรับลดได้ยาก ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มนี้ที่มีการจ่ายปันผลสูงและมีความปลอดภัย
ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมามากจากปัจจัยการจำกัดการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้มูลค่า (Valuation) มีความน่าสนใจในการเข้าลงทุน
นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง การเพิ่มสัดส่วนเงินสดเพื่อนำไปพักไว้ใน กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
