STGTแรงขายตื่นตระหนก ออเดอร์ล้น-ยันไม่มียกเลิก

STGTแรงขายตื่นตระหนก ออเดอร์ล้น-ยันไม่มียกเลิก
ทันหุ้น
11 พฤศจิกายน 2563 ( 08:00 )
104
STGTแรงขายตื่นตระหนก ออเดอร์ล้น-ยันไม่มียกเลิก

ทันหุ้น –STGT ยืนยันถุงมือยางยังเป็นสินค้าที่มีดีมานด์ไม่เพียงพอกับความต้องการจากทั่วโลก เดินหน้าผลิตสินค้าเต็มกำลังการผลิต เพราะมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ล่วงหน้าต่อเนื่องถึงปี 2566 และปัจจุบันยังไม่มีลูกค้าขอยกเลิกออเดอร์ ขณะที่ราคาขายมีแนวโน้มขยับขึ้นได้อีก จับตาประกาศงบไตรมาส 3/2563 วันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ คาดผลงานนิวไฮ

 

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT gเปิดเผยว่า แม้ล่าสุดมีความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19แต่บริษัทยืนยันถุงมือยางยังเป็นสินค้าที่มีดีมานด์ล้นไม่เพียงพอกับความต้องการจากทั่วโลก หลังสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและยุโรปยังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ล่าสุดบริษัทจึงเดินหน้าผลิตสินค้าเต็มกำลังการผลิต เพราะมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ล่วงหน้าต่อเนื่องถึงปี 2566 และปัจจุบันยังไม่มีลูกค้าขอยกเลิกออเดอร์ ขณะที่ราคาขายมีแนวโน้มขยับขึ้นได้อีกตามราคาวัตถุดิบและดีมานด์ในตลาดโลก จึงมั่นใจได้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัท จะเติบโตได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

 

“เรามั่นใจว่าปีนี้จะเป็นปีที่เราสามารถทำผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ปัจจุบันเราเร่งเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าอย่างเต็มที่และให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินค้าทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีถุงมือยางที่ดีในการปกป้องทุกการสัมผัสแก่ผู้ใช้งาน เพราะทุกสัมผัสนั้นมีความหมายต่อชีวิต สอดคล้องกับแนวคิด Touch of Life ปกป้องทุกสัมผัส ด้วยความห่วงใย” นางสาวจริญญา กล่าว

 

*จับตาผลงานนิวไฮ

 

ทั้งนี้นักวิเคราะห์คาดว่า STGT จะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง STGT ว่า คาดรายได้ไตรมาส 3/2563 ที่ 9,504 ล้านบาท (+95.7% จากไตรมาสก่อน, +215.1% จากปีก่อน) จากราคาขายคาดเพิ่มขึ้น 100% จากไตรมาสก่อน คาดอัตรากำไรขั้นต้นที่ 40.0% ทำระดับสูงสุดใหม่ จาก 29% ในไตรมาส 2/2563 จากราคาขายที่เพิ่มมากขึ้นมากว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นสูงถึง 168.2% จากไตรมาสก่อน, และเพิ่มขึ้น 1,059% จากปีก่อน ทั้งนี้คาดกำไรปกติทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 3,134 ล้านบาท (+196.5% จากไตรมาสก่อน, +3,041.3% จากปีก่อน)

 

ขณะเดียวกันคาดผลประกอบการไตรมาส 4/2563 จะทำ New high ต่อในระดับ 4,000 ล้านบาท+/- จากผลของการปรับขึ้นราคาขายต่อเนื่อง และสถานการณ์การระบาดที่ยังรุนแรงในฝั่งยุโรป และสหรัฐฯ ทำให้อุปสงค์ของถุงมือยางทั้ง NR และ NBR ยังสูงต่อเนื่อง และแม้จะเริ่มมีวัคซีนแต่อาจยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงครึ่งปีหลัง 2564 ที่จะเริ่มมีการรับวัคซีนในวงกว้าง และอาจต้องใช้เวลาถึงสิ้นปี 2565 กว่าที่จะมีผู้ได้รับวัคซีนทั่วโลก ทำให้ในช่วงเวลานี้การป้องกันสุขอนามัย และการเข้าใช้บริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น

 

รวมถึงการฉีดวัคซีน จะกระตุ้นอุปสงค์ของถุงมือยางในระยะยาว เราคาดว่าราคาขายต่อชิ้นจะทรงตัวสูงถึงปี 2565 พร้อมกับกำลังการผลิตที่ทยอยเพิ่มขึ้นตามแผน ทำให้อาจเห็นกำไรทำระดับสูงสุดใหม่ได้ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/2565 ปัจจุบันมีคำสั่งซื้อถุงมือยางสังเคราะห์ยาวถึงเดือนมิถุนายน 2565 ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้งถึงมกราคม 2565 และถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้งยาวถึงตุลาคม 2564

 

*ปรับประมาณการขึ้น-แนะซื้อ

 

ทั้งนี้ปรับราคาขายต่อชิ้น (ASP) ปี 2563 2565 ขึ้น 1 บาท ส่งผลให้รายได้ในปี 2563-2565 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 25%, 15% และ 61% ตามลำดับ เช่นเดียวกับกำไรสุทธิปี 2563 ถูกปรับขึ้น 30% เป็น 7,697 ล้านบาท (+1,225% จากปีก่อน) กำไรสุทธิปี 2564 ถูกปรับขึ้น 18% เป็น 9,225 ล้านบาท (+20% จากปีก่อน) ทั้งนี้ได้รวมความเสี่ยงของราคาวัตถุดิบทั้งยางธรรมชาติและนางไนไตรล์ที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไว้แล้ว ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายเป็นสิ้นปี 2564 ที่ 103 บาท มี Upside gain 17% ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER2564 เพียง 13.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยผู้ประกอบการในมาเลเซียที่ 13 เท่า ขณะที่ STGT ยังประเมินแบบ Conservative จึงมีโอกาสปรับประมาณการขึ้นได้อีกทำให้ PER2564 ของ STGT ต่ำกว่ากลุ่ม คงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง