รีเซต

BCP กางแผนปี 2569 ตั้งเป้า EBITDA โต 10% หวังปั้นฐานรายได้ต่างประเทศ

BCP กางแผนปี 2569 ตั้งเป้า EBITDA โต 10% หวังปั้นฐานรายได้ต่างประเทศ
ทันหุ้น
17 กุมภาพันธ์ 2569 ( 18:18 )
4

#ทันหุ้น #2026 #SET #BCP กางแผนปี 2569 ตั้งเป้า EBITDA โต 10% หวังปั้นฐานรายได้ต่างประเทศ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานปี 2568 และการเข้าซื้อหุ้นใน Chevron Hong Kong กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท (กำไรหลัก 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน) พร้อมรับรู้ Synergy รวม 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานของธุรกิจในกลุ่มและการบริหารการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โรงกลั่นบางจากพระโขนงและศรีราชาทำสถิติอัตราการกลั่นสูงสุดเฉลี่ย 279,700 บาร์เรลต่อวัน แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบต่ำและผลขาดทุนสินค้าคงคลัง รวมถึงเสริมความมั่นคงทางการเงินและโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยยังคงเน้น ESG อย่างต่อเนื่อง และพร้อมขยายธุรกิจพลังงานใหม่ควบคู่กับฐานเดิมเพื่อรองรับการเติบโตในปี 2569 ต่อไป

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและบริการรวม 507,570 ล้านบาท Accounting EBITDA อยู่ที่ 35,753 ล้านบาท กำไรสุทธิ (PAT) 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 10,240 ล้านบาท โดยโครงสร้าง EBITDA แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ 43% กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน 24% กลุ่มธุรกิจการตลาด 16% กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด 14% และกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ 3%

ความสำเร็จสำคัญในปี 2568 ได้แก่ การรับรู้ผลประโยชน์จาก Synergy มูลค่า 7.3 พันล้านบาท สะท้อนแนวคิด “Together to Greater” การเพิกถอน BSRC ออกจากตลาดหลักทรัพย์ และบางจากถือหุ้น 99.7% ทำให้การรวมโครงสร้างและการดำเนินงานของ BSRC เข้ากับกลุ่มบริษัทบางจากแล้วเสร็จ การรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบ VLCC ลำแรกที่โรงกลั่นศรีราชาผ่านระบบทุ่นรับน้ำมันกลางทะเล รวมถึงการสร้างสถิติการกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปริมาณการกลั่นรวมของโรงกลั่นทั้งสองแห่งเกือบ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ในไตรมาส 4/2568 และการเป็นโรงกลั่นสองแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรอง ISO 55001 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างยั่งยืน

สำหรับแผนการขยายธุรกิจในปี 2569 ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมันคาดว่า EBITDA จะเติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทในปี 2568 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 2569 กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมคาดว่าปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากประมาณ 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2568 เป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพคาดว่าปริมาณการกลั่นจะเพิ่มขึ้นจาก 264,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2568 เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2569 ขณะที่ค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) ปี 2568 อยู่ที่ 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปี 2569 คาดว่าอยู่ในช่วง 6–6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมทั้งคาดว่า EBITDA จากการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong จะอยู่ที่ประมาณ 750–1,000 ล้านบาทในปี 2569

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานคาดว่า EBITDA ในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่า ผ่านการขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สาธารณูปโภค และดิจิทัล รวมถึงการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ โดยโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง สนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และโครงการพลังงานลม “Monsoon” เดินเครื่องเต็มปี มีกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า

กลุ่มบริษัทบางจากยังดำเนินกลยุทธ์การสร้างมูลค่าผ่านการลงทุนและการถอนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Disciplined Portfolio Optimization) อย่างต่อเนื่อง โดยได้ถอนการลงทุนเหมืองลิเทียมในอาร์เจนตินาในเดือนธันวาคม 2563 ถอนการลงทุนโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซียในเดือนมีนาคม 2565 เข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ (CCGT) ในสหรัฐอเมริกาในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบางจากศรีราชา (เดิม เอสโซ่ ประเทศไทย) ในเดือนกันยายน 2566 ถอนการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายน 2567 และเตรียมเข้าซื้อหุ้น 100% บริษัท Chevron Hong Kong ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับสู่ผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นและการตลาดระดับภูมิภาคและสากล

กลุ่มบริษัทบางจากประกาศเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited เพื่อขยายการลงทุนสู่ตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และเสริมความแข็งแกร่งของระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK ดำเนินธุรกิจน้ำมันค้าปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และสถานีบริการทั่วฮ่องกง และภายหลังการเข้าซื้อจะยังคงดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้า การลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Accelerating Bangchak 100x” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

โครงสร้างธุรกรรมการเข้าซื้อ CHK ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรม และเชื้อเพลิงทางทะเล โดยเป็นการเข้าซื้อหุ้น 100% จาก Chevron ผ่านการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Chevron Companies (Greater China) Limited มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 270 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจปรับตามส่วนต่างเงินทุนหมุนเวียน ณ วันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยไม่ต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นหรือหน่วยงานกำกับดูแล และได้รับสิทธิ์ใช้แบรนด์ Caltex จากผู้ขาย แหล่งเงินทุนมาจากเงินกู้สถาบันการเงินและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569 และภายหลังการเข้าซื้อ บริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น “Bangchak Hong Kong Limited”

เหตุผลเชิงกลยุทธ์ของการลงทุนใน CHK ได้แก่ การสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและมีค่าการตลาดสูง เนื่องจากธุรกิจการตลาดในฮ่องกงมีค่าการตลาดอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ พร้อมกระแสเงินสดที่สามารถคาดการณ์ได้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์ของภูมิภาค ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้าไปยังตลาดภูมิภาค นอกจากนี้ยังช่วยเสริมเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกกับดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว อีกทั้งยังสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจการค้าน้ำมัน ผ่านการขยายแพลตฟอร์มการค้าและการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากล พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ

กรอบเวลาการดำเนินธุรกรรมกำหนดให้มีการลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น 100% เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 และคาดว่าการทำรายการจะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2569

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง