CZ เนื้อหอม! เผยอยู่ระหว่างคุยกับ 12 รัฐบาล ดันโปรเจกต์ Tokenization สินทรัพย์รัฐ

CZ เนื้อหอม! เผยอยู่ระหว่างคุยกับ 12 รัฐบาล ดันโปรเจกต์ Tokenization สินทรัพย์รัฐ
ฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao) หรือที่รู้จักกันในชื่อ CZ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance และผู้ก่อตั้ง YZi Labs ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญระหว่างการเสวนาในงาน World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาโวส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ขณะนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลประมาณ 12 แห่ง เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำสินทรัพย์ของรัฐมาทำ Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน
Tokenization: เครื่องมือสร้างรายใหม่ของภาครัฐ
CZ ระบุว่าการทำ Tokenization เป็นแง่มุมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมคริปโต เคียงคู่ไปกับระบบการแลกเปลี่ยน (Exchanges) และเหรียญ Stablecoins โดยเขาเน้นย้ำว่าวิธีนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับรู้ผลกำไรทางการเงินได้ก่อน และสามารถนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ผ่านมา CZ มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศมาแล้ว เช่น:
- คีร์กีซสถาน: ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อผลักดันเหรียญ Stablecoin ที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินประจำชาติ (Som-pegged stablecoin)
- ปากีสถาน: ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ Pakistan Crypto Council เมื่อเดือนมีนาคม 2025
- มาเลเซีย: มีรายงานการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลคริปโตในช่วงต้นปี 2025
อุปสรรคของระบบชำระเงินคริปโตและการเกษียณตัวของ CZ
แม้จะมองบวกเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน แต่ CZ กลับชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในเรื่องการนำคริปโตมาใช้ชำระเงิน (Crypto Payments) โดยเขายอมรับว่านี่เป็นสิ่งที่พยายามทำมาตลอดแต่ยังไม่สามารถเอาชนะได้จริง เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีใครใช้คริปโตในการชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลาย
สำหรับประเด็นเรื่องการกลับมาบริหาร Binance หลังจากที่เขาได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา CZ ได้ออกมาดับกระแสข่าวลือโดยระบุว่าเขาได้ "เกษียณตัว" แล้ว และไม่มีแผนที่จะกลับไปรับตำแหน่งผู้นำในกระดานเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่แห่งนี้อีกครั้ง แต่จะมุ่งเน้นไปที่การให้คำปรึกษาและนวัตกรรมใหม่ๆ แทน
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cz-changpeng-zhao-government-tokenization-talks-davos
ทรัมป์เอาจริง! ฟ้อง JPMorgan เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลล์ ปมสั่งปิดบัญชีการเมือง
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการการเงินสหรัฐฯ อีกครั้ง ด้วยการยื่นฟ้องธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan Chase และซีอีโอ เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ต่อศาลรัฐฟลอริดา โดยทรัมป์เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาลถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) จากกรณีที่ธนาคารสั่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและธุรกิจในเครือ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่ "ปราศจากการเตือนหรือการยั่วยุใดๆ"
ข้อกล่าวหาและการโต้กลับจากฝั่งธนาคาร
คำฟ้องดังกล่าวระบุว่า JPMorgan กระทำการหมิ่นประมาททางการค้า (Trade Libel) และละเมิดข้อตกลงโดยนัยเรื่องความซื่อสัตย์ ขณะที่ เจมี ไดมอน ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมของรัฐฟลอริดา ทางด้านโฆษกของ JPMorgan ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที โดยยืนยันว่าการฟ้องร้องนี้ไม่มีมูลความจริง และธนาคาร "ไม่ได้ปิดบัญชีด้วยเหตุผลด้านการเมืองหรือศาสนา"
โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 17 มกราคม ขู่ว่าจะฟ้องร้อง JPMorgan ที่มา: โดนัลด์ ทรัมป์
ก่อนหน้านี้ ไดมอนเคยปฏิเสธข้อหาลักษณะเดียวกันจากกลุ่มอุตสาหกรรมคริปโตมาแล้ว โดยเขาย้ำว่าธนาคารมีการปิดบัญชีทั้งจากฝั่งเดโมแครต รีพับลิกัน และกลุ่มศาสนาต่างๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานของธนาคาร ไม่ใช่เพราะความเห็นต่างทางการเมือง
ปมปัญหา "Debanking" และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโต
กรณีการสั่งปิดบัญชี หรือ Debanking กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่พรรครีพับลิกันและคนในวงการคริปโตพยายามผลักดันให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความพยายามอย่างเป็นระบบในการขัดขวางไม่ให้กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าถึงบริการทางธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกขนานนามว่า "Operation Chokepoint 2.0"
การเคลื่อนไหวของทรัมป์เพื่อหยุดยั้งการปิดบัญชีทางการเมือง:
- คำสั่งบริหาร (Executive Order): เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อจัดการกับการ Debanking ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีแรงจูงใจทางการเมือง
- การสั่งการหน่วยงานกำกับดูแล: สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อร้องเรียนและออกมาตรการป้องกันการปิดบัญชีในอนาคต
- การผลักดันกฎหมายในสภาคองเกรส: สมาชิกพรรครีพับลิกันพยายามบรรจุประเด็นการแก้ปัญหา Debanking ลงในร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่กำลังพิจารณาในวุฒิสภา
การฟ้องร้องครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของทรัมป์ในการกดดันสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดและการเรียกร้องความโปร่งใสในระบบการเงินดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2026 นี้
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/trump-sues-jpmorgan-5-billion-debanking-claims-florida
Nasdaq รุกฆาต! ยื่น SEC ปลดล็อกขีดจำกัดเทรด Options ของ Bitcoin และ Ether ETF
Nasdaq ตลาดหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เดินหน้ายกระดับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งสำคัญ ด้วยการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เพื่อขอ ยกเลิกขีดจำกัดจำนวนสัญญา (Position Limits) สำหรับผลิตภัณฑ์ Options ที่อ้างอิงกับกองทุน Spot Bitcoin และ Ether ETF การเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของผลิตภัณฑ์คริปโตให้สอดคล้องกับกองทุนอ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (Commodity-based funds) ที่มีการซื้อขายอยู่ในปัจจุบัน
รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและผลบังคับใช้
ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งยื่นไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม และเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีในวันพุธที่ผ่านมา ได้ทำการยกเลิกขีดจำกัดเดิมที่กำหนดไว้เพียง 25,000 สัญญา สำหรับ Options ที่เชื่อมโยงกับกองทุนคริปโตจากผู้ออกรายใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น BlackRock, Fidelity, Bitwise, Grayscale, ARK/21Shares และ VanEck
ทางด้าน SEC ได้ตัดสินใจยกเว้นระยะเวลารอคอยมาตรฐาน 30 วัน ทำให้กฎใหม่นี้มีผลบังคับใช้ได้ทันที อย่างไรก็ตาม SEC ยังคงมีอำนาจในการระงับการเปลี่ยนแปลงนี้ภายใน 60 วันหากพบว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งโดยปกติแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะจำกัดการเทรด Options เพื่อลดความเสี่ยงจากการปั่นหุ้นหรือการเก็งกำไรที่เกินขอบเขต แต่ Nasdaq แย้งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการปฏิบัติ "ในลักษณะเดียวกับ Options อื่นๆ" โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองนักลงทุน
ก้าวต่อไปของ Nasdaq ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล
การปลดล็อกเพดานสัญญาในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปลายปี 2025 ที่ Nasdaq ได้รับอนุมัติให้ลิสต์รายการ Options สำหรับกองทุนคริปโต ETF เป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นยังคงมีการจำกัดเพดานสัญญาไว้อยู่
นอกจากเรื่อง Options แล้ว Nasdaq ยังมีแผนการขยายบทบาทในโลกคริปโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:
- การขยายเพดานสัญญาเดิม: ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Nasdaq เคยเสนอขอขยายเพดานสัญญา Options ของกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) จาก 250,000 เป็น 1 ล้านสัญญา เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
- การแปลงหุ้นเป็นโทเคน (Tokenization): แมตต์ ซาวารีส (Matt Savarese) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่า Nasdaq กำลังให้ความสำคัญกับการขออนุมัติเทรดหุ้นในรูปแบบโทเคน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
- ดัชนีคริปโตแบบรวมศูนย์: ความพยายามในการสร้างดัชนีคริปโตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Nasdaq กำลังพยายามทำลายกำแพงระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมและโลกคริปโต เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ไร้รอยต่อและมีความคล่องตัวสูงสุดสำหรับนักลงทุนสถาบันในปี 2026
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/nasdaq-removes-position-limits-bitcoin-ether-etf-options
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
