"Rolex" นำทัพขึ้นราคา 3 ครั้งในรอบปี กระทบตลาดมือสอง

มีรายงานข่าวว่า Rolex ปรับขึ้นราคาทั่วโลกครั้งใหญ่ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยการปรับขึ้นรอบล่าสุดนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 7 ถือเป็นการปรับขึ้นประจำปี ตามธรรมเนียมของแบรนด์ แต่หากติดตามในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา คือตั้งแต่ต้นปี 2025 ถึงต้นปี 2026 จะพบว่า Rolex ปรับขึ้นราคาขายปลีกไปถึง 3 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ครั้งแรก คือ ต้นปี 2025 มีการปรับขึ้นราคาในหลาย ๆ ตลาดทั่วโลก เฉลี่ยที่ร้อยละ 5 โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้วัสดุมีค่า ถูกปรับราคาขึ้นสูง เฉลี่ยประมาณร้อยละ 7-8 ทั้งรุ่นทองคำ และรุ่นทูโทน หรือ สองกษัตริย์ ส่วนตัวเรือนเหล็ก (สแตนเลส) ปรับขึ้นราคาน้อยกว่า อยู่ที่ร้อยละ 1-3
ส่วนครั้งที่สอง เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน (2025) เป็นการขึ้นเฉพาะบางตลาดเท่านั้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา มีการปรับขึ้นราคาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3-4 เพื่อชดเชยภาษีนำเข้าที่ประกาศใหม่ ของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตามอัตราฐานภาษี เริ่มต้น ที่ร้อยละ 10 รวมถึงเป็นการปรับตามต้นทุนที่สูงขึ้นในบางประเทศ
และครั้งที่สาม คือรอบล่าสุดนี้ โดยราคาขึ้นเฉลี่ยทั่วโลก ที่ร้อยละ 7 การปรับราคาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่น และวัสดุตัวเรือนที่ใช้ โดยรุ่นที่มีราคาเพิ่มขึ้นมาก จะเป็นรุ่นที่ใช้วัสดุมีค่า คือทั้งรุ่นทอง และทูโทน ราคาขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8-10 ส่วนตัวเรือนเหล็ก ขึ้นไปเฉลี่ยที่ประมาณร้อยละ 6
สำหรับ ตัวเรือนเหล็ก (สแตนเลส) รุ่นยอดนิยมอย่าง Submariner No-Date รุ่นไม่มีวันที่บนหน้าปัด ราคาปรับขึ้นจากเดิมประมาณร้อยละ 6 เป็น 10,050 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ GMT-Master II ปรับขึ้นไปราวร้อยละ 6.2 เป็นราคาใหม่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ Cosmograph Daytona ที่เป็นเรือนเหล็ก ก็ปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยราคาปลีกใหม่อยู่ที่ 16,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนรุ่นทอง และทูโทน ราคาปรับขึ้นแรงกว่า รุ่นเรือธงอย่าง Day-Date 40 ตัวเรือนทองคำเหลือง (yellow gold) ราคาเพิ่มขึ้นจาก 44,000 ดอลลาร์ เป็นประมาณ 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ตามรายงานของ Professional Watches ระบุว่า ราคาที่ปรับขึ้นเฉลี่ยในตลาดสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ร้อยละ 7 มีสาเหตุมาจากแรงกดดันจากราคาทองคำ ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ตลอดจนเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงไปภาษีนำเข้านาฬิกาสวิส ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ และเพิ่งมีผลบังคับใช้ อยู่ที่อัตราร้อยละ 15
ส่วนข้อมูลจาก WatchPro ที่ติดตามราคานาฬิกาหรู พบว่า ในภาพรวมของรอบปีที่ผ่านมา มีการปรับขึ้นเฉลี่ยเกือบร้อยละ 15 โดย เรือนเหล็ก ราคาขึ้นไปเฉลี่ยที่ร้อยละ 10.6 จากสิ้นปี 2024 และรุ่นทอง ปรับขึ้นไปแล้วเกือบร้อยละ 20
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมนาฬิกา ยังประเมินว่า การปรับราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะทำให้มีฐานราคาใหม่ที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ความแตกต่างระหว่างราคาปลีก กับราคามือสองยังคงมีอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาจะสูงขึ้น แต่เชื่อว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยพยุงตลาดมือสองไม่ให้ปรับตัวลดลงแรง โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยม เช่น Daytona และ Submariner ที่รายชื่อผู้รอคิวของตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไป นอกจาก Rolex ที่มีการปรับขึ้นราคาแล้ว ยังมีแบรนด์หรูรายอื่น ปรับขึ้นด้วยเช่นกัน
WatchPro ที่ติดตามราคานาฬิกาในสหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร ซึ่งอ้างอิงจากแบรนด์นาฬิกาสวิส 10 รายใหญ่ พบว่า ราคาโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นไปประมาณร้อยละ 7 ในสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 5 ในสหราชอาณาจักร
โดย Rolex, Tudor และ Audemars Piguet เป็นแบรนด์ที่มีการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ Audemars Piguet ใช้แนวทางคล้ายคลึงกับ Rolex โดยมีการปรับขึ้นราคาไปร้อยละ 7.5 ในสหรัฐอเมริกา และ ในสหราชอาณาจักร ปรับขึ้นไปร้อยละ 2.5
ราคานาฬิกาในตระกูล Royal Oak ปรับขึ้นมากกว่ารุ่นที่ได้รับความนิยมน้อยกว่า เช่น CODE 11.59 ในทั้งสองประเทศ แต่การปรับราคาของแบรนด์นี้ ไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรงกับวัสดุที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นทอง หรือเหล็ก หรือระดับความซับซ้อนของกลไก แต่เป็นการปรับราคา ตามความต้องการสูงสุดในตลาด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ด้านราคาของแบรนด์เอง
โดยรุ่นที่มีการปรับราคาสูงสุดคือ Royal Oak Chronograph ตัวเรือนสแตนเลส (เหล็ก) ราคาขยับจาก 40,500 ดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 44,400 ดอลลาร์ในปี 2026
อีกแบรนด์คือ Tudor ปรับขึ้นราคาในอัตราที่เบากว่า โดยเพิ่มราคาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.6 ในสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 5.8 ในสหราชอาณาจักร
และรุ่นที่มีการปรับราคาสูงที่สุดคือ Black Bay 58 รุ่นทองคำทั้งเรือน ราคาขยับจาก 36,500 ดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 39,400 ดอลลาร์ในปี 2026
สำหรับ ภาพรวมของตลาดนาฬิกาสวิส ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินว่า ตลาดฯ จะฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง หลังเผชิญกับความผันผวนในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งอุปสงค์ชะลอตัว ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยปีนี้ มีสัญญาณเชิงบวก จากแรงกดดันด้านภาษีสหรัฐฯ เริ่มลดลงจากระดับสูงสุดในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ตลาดมือสองอยู่ในระดับทรงตัวและมีเสถียรภาพ ช่วยพยุงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ราคาทองคำ และความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ของจีน และสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ยอดขายผันผวนได้
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นราคาขายปลีกต่อเนื่อง จะผลักดันราคาฐานของตลาดมือสอง โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยม แต่ราคาพรีเมียม ที่เป็นส่วนต่างจากราคาขายปลีก อาจไม่พุ่งแรงเหมือนยุคปี 2022-2023 เนื่องจากมีการจัดการด้านซัพพลายดีขึ้น และตลาดมือสองมีเสถียรภาพมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
