รีเซต

“ขลุ่ยบ้านลาว” ลมหายใจประวัติศาสตร์ 200 ปี ที่ยังไม่สิ้นเสียง

“ขลุ่ยบ้านลาว” ลมหายใจประวัติศาสตร์ 200 ปี ที่ยังไม่สิ้นเสียง
TNN ช่อง16
15 พฤษภาคม 2569 ( 08:44 )
14

“ในเรื่องของความเป็นครู ผมรู้สึกว่ามันอิ่ม วันหนึ่ง ลูกศิษย์ผมโทรมาบอกว่า ‘ครูผมชนะนะ’ คำว่า ‘ชนะ’ มันทำให้ผมอิ่ม ลูกศิษย์ไปแข่งชนะ โดยที่เขาเอาขลุ่ยเราไปใช้ มันทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และมีคนนำไปใช้ สามารถสร้างความสำเร็จให้กับตัวเขาได้ นี่คือความภาคภูมิใจที่เราได้รับ” 


นี่คือคำตอบจากปากของ “สุนัย กลิ่นบุปผา” หรือ “อาจารย์ช้าง” ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งร้านขลุ่ยลุงจรินทร์ ผู้สืบทอดงานผลิตขลุ่ยมายาวนานกว่า 200 ปี เมื่อถูกถามว่า “ช่วงเวลาไหนที่รู้สึกอิ่มเอมใจมากที่สุด ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีในฐานะช่างทำขลุ่ย ?”


คำบอกเล่าของเขาทำให้ทีมงานสัมผัสได้ถึงความรัก ความทุ่มเท และความหลงใหลใน “ขลุ่ย” เครื่องดนตรีโบราณของไทยที่มีประวัติยาวนานนับหมื่นปี


เสียงขลุ่ยแห่ง “ชุมชนบ้านลาว”


เสียงขลุ่ยอันไพเราะที่ขับขานผ่านลมหายใจของอาจารย์ช้าง ยังคงดังก้องกังวานทั่ว “ชุมชนบ้านลาว” หรือ “ชุมชนวัดบางไส้ไก่” ชุมชนที่ถือกำเนิดจากการกวาดต้อนชาวลาวเวียงจันทร์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และหนึ่งในบรรพบุรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่แห่งนี้ ก็คือทวดของเขา


“ดั้งเดิมเลย ที่นี่เป็นป็นหมู่บ้านของคนลาว ในเรื่องของคนลาวที่อพยพมาจากลาวเวียงจันทน์ ในยุคนั้นก็คือยุคของปู่ทวด สมัยนั้นก็ถูกต้อนมาให้อยู่ที่นี่ อยู่ที่หลังราชภัฏสมเด็จ แล้วก็สิ่งที่ติดตัวมาในยุคนั้น ก็คือไม้ไผ่ ไม้รวก” อาจารย์เล่าให้ทีมงานฟังถึงความเป็นมาของชุมชนบ้านลาว 


ด้วยเหตุที่ชาวบ้านต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาไกล ความเหงาและความโดดเดี่ยวจึงก่อให้เกิดความคิดถึงบ้าน “ไม้ไผ่ ไม้รวก” ที่ติดตัวมาจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็น “ขลุ่ย” เพื่อให้เสียงดนตรีช่วยบรรเทาความเหงาในจิตใจ


“เหตุที่มีขลุ่ย เพราะเกิดจากความเหงา ความคิดถึงบ้าน ชาวลาวตอนนั้นเลยสร้างขลุ่ยขึ้นมา” 


“ในยุคนั้น ชาวบ้านทำเครื่องดนตรีอยู่ 2 ชนิด คือ ขลุ่ยและแคน ในยุคทวดเครื่องดนตรีทำขึ้นมา เพื่อใช้เป็นของแลกเปลี่ยน พอมายุคของปู่ ก็เริ่มมีการค้าขาย ส่วนยุคของพ่อ ก็เริ่มมีนำเรื่องของการใช้กลไกและเครื่องมือ เอามาแปลง เอามาประดิษฐ์ขลุ่ย” อาจารย์ช้าง กล่าว  


“และที่เขาเรียกว่า ‘ขลุ่ยลาว’ จริง ๆ เพราะคนลาวเป็นคนทำ ไม่ได้ชื่อว่าขลุ่ยลาว อย่างที่เราสมัยก่อนที่เราเรียกกันว่า ‘ขลุ่ยเพียงออ’ สมัยนั้น ขลุ่ยลาวกับขลุ่ยเพียงออ มันเป็นขลุ่ยเดียวกัน ชนิดเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันเนี่ย มันจะมีเรื่องของดนตรีไทยร่วมสมัยเข้ามาด้วย เช่น เอาคีย์สากลมาเล่นร่วมได้ เราก็ต้องสามารถสร้างขึ้นมา สร้างเครื่องดนตรีเพื่อผสมผสานในเรื่องของระบบสากลได้” อาจารย์ช้าง กล่าว 



สุนัย กลิ่นบุปผา หรือ อาจารย์ช้าง ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งร้านขลุ่ยลุงจรินทร์


“ขลุ่ยลุงจรินทร์” ตำนานที่ยังมีลมหายใจ


ท่ามกลางกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน และกระแสความนิยมดนตรีไทยที่ค่อย ๆ เลือนลดลง แต่ร้านขลุ่ยลุงจรินทร์ยังคงยืนหยัดสืบทอดต่อเนื่องยาวนานถึง 4 รุ่น


“โห น่าจะ 200 ปีได้แล้ว ตั้งแต่ยุคต้นรัชกาลที่ 3” อาจารย์ช้าง ตอบเมื่อถูกถามว่า ร้านขลุ่ยลุงจรินทร์มีอายุกี่ปี 


“อะไรที่ทำให้ร้านขลุ่ยลุงจรินทร์อยู่มาได้ยาว 200 ปี ก็คือ ‘ความมาตรฐาน’ ของเรา ในหมู่บ้านลาว แต่ละบ้านก็จะมีมาตรฐานแตกต่างกันไป แต่ของลุงจรินทร์จะความต่างตรงที่ว่า สมัยก่อนทั้งหมู่บ้าน เวลาสร้างขลุ่ยจากไม้ไผ่ เวลาจะเจาะรูจะใช้ไฟจี้ทีละรู แต่ของลุงจรินทร์ใช้สว่านไฟฟ้า ก็เลยจะต่างจากบ้านอื่นเขา”


“เครื่องกลึงเพื่อทำขลุ่ย ก็มีร้านขลุ่ยลุงจรินทร์ที่เดียวในหมู่บ้านที่ใช้แบบนี้” 


“ยิ่งปัจจุบันนี้ การสร้างขลุ่ยเนี่ยมันน้อยลง เพราะว่าไม้ไผ่มันหายาก ทำยาก ประดิษฐ์ยาก ความมาตรฐานของเสียงมันก็น้อยลง ในยุคนี้ก็เลยเหลือแต่บ้านเราที่ยังทำอยู่” อาจารย์ช้าง กล่าว 



ร้านขลุ่ยลุงจรินทร์ ผู้ผลิตขลุ่ยยาวนานกว่า 200 ปี

เติบโตท่ามกลางเสียงขลุ่ย


สำหรับอาจารย์ช้าง ขลุ่ยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่กับชีวิตมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

เขาเติบโตท่ามกลางเสียงขลุ่ย เห็นการทำขลุ่ยทุกวัน จนความคุ้นชินค่อย ๆ กลายเป็นความเบื่อหน่าย และครั้งหนึ่ง เขาเคยเลือกเดินออกไปทำงานข้างนอก เพราะไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องกลับมาสืบทอดสิ่งนี้

ก่อนที่วันหนึ่ง เสียงเรียกจากคนเป็นพ่อ จะทำให้เขากลับมาเข้าใจว่า ขลุ่ยไม่ใช่เพียงอาชีพ แต่คือชีวิตของครอบครัว และรากเหง้าที่รอการสืบต่อ


“ในยุคแรก ๆ เลย ที่ผมเกิดมา จำความได้ ก็ถูกใช้แล้วไง เหตุว่าทำไมเราถึงไม่อยากทำ เพราะว่าเราเห็น เราอยู่ตรงจุดนี้ เห็นทุกวันทุกวัน มันกลายเป็นเริ่มเบื่อ ก็เลยไปหางานทำข้างนอก” 


อาจารย์ช้าง เล่าต่อว่า สมัยนั้น ก็ทำทั้งงานประจำเดือนละ 8,000 บาท ควบคู่ไปกับการทำขลุ่ยเลาละ 5 บาท ส่งให้พ่อตัวเอง เกิดรายได้ 2 ทาง จนมาวันหนึ่ง พ่อของอาจารย์ช้างก็ขอให้ลาออก โดยจะจ่ายเงินเดือนให้เท่ากับงานประจำที่เขาทำอยู่ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาหวนกลับมาร้านขลุ่ยลุงจรินทร์อีกครั้ง 


“ในความรู้สึกเรา พ่อคงคิดว่า ใครจะมาทำขลุ่ยในรุ่นต่อไป ก็เลยต้องจ้างผม” อาจารย์ช้าง กล่าว 



อาจารย์ช้างกำลังผลิตขลุ่ย


เมื่อกลับมาทำงานกับพ่อ อาจารย์ช้างก็เล่าให้ทีมงานฟังถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความคิดของเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล 


“วันหนึ่ง ผมก็ทำขลุ่ยอยู่หลังบ้าน พ่อก็อยู่หน้าร้าน พ่อรับโทรศัพท์สายหนึ่ง แล้วแกก็ยิ้ม เราก็สงสัยว่า แกยิ้มเรื่องอะไร จนมารู้ว่า ที่แกยิ้ม เพราะลูกศิษย์พ่อ เอาขลุ่ยจากร้านเราไปแข่งชนะ” 


“พอเหตุการณ์นั้น มันเกิดขึ้นกับเราบ้าง เลยได้เข้าใจความรู้สึกของพ่อ วันที่ลูกศิษย์มาขอบคุณเรา แล้วบอกว่า ‘ผมชนะ’ นี่คือความสุขที่แท้จริง” 


“สิ่งที่พ่อปลื้มปิติ คือตรงส่วนนี้ และเราก็ได้สัมผัสมันแล้ว มันเลยรู้สึกว่า อิ่มนะ สิ่งที่เราสร้างมา พอมีคนนำไปใช้ และสร้างความสำเร็จให้พวกเขาได้” อาจารย์ช้าง กล่าว 


อาจารย์ผู้ไม่เคยหวงวิชา


ตลอดกว่า 40 ปีของการเป็นช่างทำขลุ่ย อาจารย์ช้างไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้าง แต่ยังเป็นผู้ส่งต่อ

เขาเปิดบ้านสอนฟรี ทั้งการเป่าและการทำขลุ่ย โดยไม่เคยหวงวิชา เพราะเชื่อว่าหากไม่ส่งต่อ ความรู้ก็อาจสูญหายไปพร้อมกับผู้สร้าง


สำหรับเขา การสอนไม่ใช่แค่การถ่ายทอดทักษะ แต่คือการรักษาภูมิปัญญา และส่งต่อหัวใจของดนตรีไทยให้คนรุ่นใหม่ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ความนิยมของเครื่องดนตรีไทยค่อย ๆ ถดถอยลง


“ในความคิดของเรา มันต่างจากในยุคก่อน ๆ ที่เขาห่วงวิชา ของเราเนี่ย อยากให้ได้เห็นในสิ่งที่ถูกต้อง ได้เห็นในสิ่งที่เป็นมาตรฐาน ถ้าเรามัวแต่ห่วงวิชา สิ่งที่เราเห็น เราได้เจอ หรือเราได้สู้กับตรงนี้มา มันจะหายไปด้วย นี่คือเหตุว่าทำไมเราถึงต้องสอน อย่างน้อยก็ได้สืบทอดให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้พัฒนาตัวเอง” อาจารย์ช้าง กล่าว 



ร้อยเอก ชัชรินทร์ เลิศยศบดินทร์ หนึ่งในลูกศิษย์อาจารย์ช้าง


สำหรับลูกศิษย์หลายคน อาจารย์ช้างจึงไม่ได้เป็นเพียงครูสอนขลุ่ย แต่คือผู้จุดประกาย ให้พวกเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานเสียงดนตรีไทยต่อไป


“ลุงช้างก็สอนวิชาชีวิตมากมายนะครับ จากประสบการณ์ที่เขาโตกว่าเรานะครับ ตอนนั้นเราเป็นช่วงเด็กวัยรุ่นอยู่ เขาก็จะแนะนำว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร เอ่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดี ควรทำสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี การอยู่ในแวดวงดนตรี มีประสบการณ์อะไรที่ต้องเจอบ้าง และต้องรับมืออย่างไร” ร้อยเอก ชัชรินทร์ เลิศยศบดินทร์ หนึ่งในลูกศิษย์อาจารย์ช้าง ปัจจุบันเป็นอาจารย์ กองฝึกอบรม สำนักการศึกษาทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวถึงช่วงเวลาที่เขาได้ใช้ชีวิตซึมซับจากอาจารย์ช้าง 


ชัชรินทร์ เผยว่า เขารู้จักอาจารย์ช้างตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยม ตอนนั้น เขาอยู่ชมรมดนตรีไทยของโรงเรียน สามารถเล่นเครื่องดนตรีไทยได้ทุกประเภท จนถึงจุดหนึ่งที่เขาต้องเลือกเครื่องดนตรีไทยสักชิ้น เพื่อเป็นจุดเชี่ยวชาญที่สุดของเขา จึงตัดสินใจเลือกขลุ่ย เพราะมองว่า พกพาง่าย นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้รู้จักอาจารย์ช้าง 


“ตอนแรกที่เจอลุงช้าง เขาไปในฐานะลูกค้า ลุงช้างเขาสามารถออกแบบขลุ่ยให้เขากับตัวเราได้ ต่อมาเมื่อไปประกวด แล้วเจอขลุ่ยหลายแบบ แล้วแต่ละแบบก็มีเสียงแตกต่างกัน เลยเกิดความสงสัยกลับไปถามลุงช้างดู ลุงช้างเลยเสนอให้ลองมาทำ มาเรียนรู้ดู เลยเป็นจุดเริ่มต้นเข้าไปคลุกคลี ฝังตัวเป็นลูกศิษย์กับแก” ชัชรินทร์ กล่าว 


“ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาจากลุงช้าง เมื่ออยู่ในชมรมหรือกลุ่มนักดนตรีที่มีทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง หากมีรุ่นใหม่เข้ามาสนใจด้านขลุ่ย ผมก็สามารถแนะนำได้อย่างถูกทาง โดยนำความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติที่ลุงช้างสอนมาถ่ายทอดต่อ เพื่อให้รุ่นน้องเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นว่าเครื่องดนตรีไทยที่ดูเรียบง่าย แท้จริงมีเทคนิคซ่อนอยู่ และเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผมก็นำไปส่งต่อให้ผู้ที่สนใจต่อไปในอนาคต” 

ประวัติศาสตร์ที่ไม่สิ้นเสียง 


ตลอดชีวิตของอาจารย์ช้าง ขลุ่ยคือ รากเหง้า คือความทรงจำ และคือประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านลาวที่ยังมีลมหายใจ


ทุกเสียงที่เปล่งออกจากขลุ่ยไม้ไผ่ ไม่ได้บอกเล่าเพียงท่วงทำนองของบทเพลง แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น


อาจารย์ช้างไม่ได้เพียงสร้างขลุ่ย แต่กำลังรักษาอดีตไว้ให้ยังคงอยู่ในปัจจุบัน และตราบใดที่ยังมีคนเป่า ยังมีคนฟัง และยังมีคนสืบทอด เสียงขลุ่ยบทนี้ ก็จะไม่มีวันหายไป


“สำหรับผม ลุงช้างเป็นคนที่มีจิตใจเมตตามาก มีความรักและความปรารถนาดีกับทุกคนที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์ คนรอบข้าง หรือญาติพี่น้องของท่านเอง ไม่เคยคิดร้ายกับใคร และยังมีจิตใจเมตตาในการถ่ายทอดสรรพวิชาต่าง ๆ โดยไม่หวง ใครที่ต้องการความรู้เกี่ยวกับขลุ่ย เมื่อมาหาลุงช้างก็จะได้รับความรู้ที่ถ่องแท้ และสามารถนำไปใช้ได้อย่างแน่นอนครับ” ชัชรินทร์ พูดถึงอาจารย์ช้างในสายตาของเขา 


“เรื่องของการสืบสานต้องอยู่ที่ความรัก เราไปบังคับไม่ได้ เพราะดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีความรักในดนตรี จะบังคับอย่างไรเขาก็ไม่เอา ผมจึงมองว่าต้องเผยแผ่ให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเรียนรู้ เพราะยังมีคนที่รักดนตรีอยู่ และเราก็สอนได้เต็มที่ มันต่างจากเรื่องรุ่นสืบทอด เพราะในรุ่นของผมจะบอกว่ามีรุ่นที่ 5 หรือรุ่นที่ 6 ไหมก็ตอบไม่ได้ แต่ลูกทุกคนทำได้หมด เวลาอยากให้ช่วยเขาก็มาช่วย เหมือนตอนเราเป็นเด็กที่อยากสร้างตัวเอง อยากหาเงินด้วยตัวเอง พอถึงเวลาเขาอยากทำ เขาก็คงกลับมาเอง” อาจารย์ช้าง กล่าวทิ้งท้าย 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม