วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกดลือดกำเดาไหล

ผศ.(พิเศษ)นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เลือดกำเดาไหลเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็กปกติ มักมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรง เลือดมักหยุดได้เองภายใน 5-10 นาที หลังจากมีการบีบจมูกเบา ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการแคะ แกะ เกาบริเวณจมูกอย่างแรง จนทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุจมูกแตกง่าย หรือเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า หรือศีรษะ หรือมีโรคประจำตัว เช่นโรคภูมิแพ้จมูก เป็นต้น มักเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กเล็ก อายุ 2-3 ขวบ ไปจนถึงวัยประถมต้น และมักหายได้เองเมื่ออายุโตขึ้น ส่วนน้อยพบได้ในเด็กบางรายที่มีรูปโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติ ทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้ง่ายขึ้น หรืออีกปัจจัยอาจได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 ฝุ่นได้เข้าไปกระตุ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวภูมิแพ้ต่างๆ ก็ทำให้โรคกำเริบ และอาการรุนแรงได้
นายแพทย์อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากลูกน้อยมีเลือดกำเดาไหล ดังนี้
1. ให้เด็กนั่งตัวเอียงไปข้างหน้า และให้ศีรษะก้มลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกแทนที่จะไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไป
2. ใช้มือบีบจมูกบริเวณปีกจมูกเบาๆ ในข้างที่มีเลือดกำเดาไหล อย่างน้อย 10 นาที และหากเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ วิธีป้องกันมิให้มีเลือดกำเดาไหลทำได้ง่ายเบื้องต้น ดังนี้
1. ป้องกันมิให้บริเวณเยื้อบุจมูกแห้ง เพื่อไม่ให้คัน ลดการแคะจมมูก โดยการใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลินเคลือบในรูจมูกก่อนนอน
2. ดูแลอากาศในห้องนอน ไม่ให้แห้งเกินไป
3. การรับประทานผัก ผลไม้ หรือ วิตามินซี เพื่อช่วยให้หลอดเลือดฝอยในจมูกแข็งแรง เลือดกำเดาไหลออกน้อยลง
นพ.กรวิชญ์ กิติศรีรุ่งเรือง แพทย์เฉพาะทางโสต ศอ นาสิก (หู คอ จมูก) ในเด็ก กล่าวเพิ่มเติม หากเด็กมีเลือดกำเดาไหลนานกว่า 30 นาที หรือมีอาการซึม กระสับกระส่าย ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้ รวมถึงกรณีที่มีอาเจียนเป็นเลือด หรือมีจ้ำเลือดตามร่างกาย ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
ทั้งนี้ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่มีโรคประจำตัวหรือโรคภูมิแพ้ เนื่องจาก PM2.5 ไม่ได้ประกอบด้วยเพียงฝุ่นขนาดเล็กเท่านั้น แต่ยังมีสารเคมี สารก่อมะเร็ง และโลหะหนัก ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ลึกถึงถุงลมปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ เมื่อสารเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด ก็สามารถถูกพาไปยังอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง หัวใจ ปอด และไต ส่งผลให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาบางส่วนที่พบว่า การได้รับ PM2.5 อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก และมีความสัมพันธ์กับภาวะสมาธิสั้น อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ดังกล่าวในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
