"ฮอนด้า" ขาดทุนครั้งแรกรอบเกือบ 70 ปี พิษปรับแผนอีวี

ฮอนด้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจากโตโยต้า รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2500 สะท้อนแรงกดดันครั้งใหญ่จากการปรับยุทธศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ในตลาดสหรัฐฯ
บริษัทเปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา ฮอนด้ามีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 414,300 ล้านเยน หลังต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทางบัญชีจำนวนมากจากธุรกิจอีวี ขณะเดียวกันยังรายงานผลขาดทุนสุทธิ 423,900 ล้านเยน ซึ่งตามข้อมูลของบลูมเบิร์ก นับเป็นการขาดทุนสุทธิครั้งแรกของฮอนด้า นับตั้งแต่เริ่มเปิดเผยงบการเงินรวมในปี 2520
แรงกดดันสำคัญมาจากการตัดสินใจของฮอนด้าเมื่อเดือนมีนาคม ที่ยกเลิกการเปิดตัวและการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นในสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่าและรายการอื่น ๆ สูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน
ฮอนด้าระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งมาตรการภาษีนำเข้า และการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน บริษัทยังเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลงในจีนและตลาดเอเชียบางประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของฮอนด้าไม่ได้ถูกมองว่าอ่อนแอเท่ากับนิสสัน นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ประเมินว่า การขาดทุนของฮอนด้าเป็นผลกระทบครั้งใหญ่แบบครั้งเดียวจากการเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ ขณะที่ธุรกิจรถเครื่องยนต์สันดาป รถไฮบริด รถจักรยานยนต์ และบริการทางการเงิน ยังมีความแข็งแกร่ง
สำหรับปีนี้ ฮอนด้าคาดว่าจะกลับมามีกำไรสุทธิ 260,000 ล้านเยน และมีกำไรจากการดำเนินงาน 500,000 ล้านเยน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ราคาหุ้นฮอนด้าปรับตัวขึ้นระหว่างวันเกือบร้อยละ 8
สถานการณ์ของฮอนด้าสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น ที่กำลังถูกบีบจากหลายด้าน ทั้งภาษีสหรัฐฯ ต้นทุนจากสงครามในตะวันออกกลาง และการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยโตโยต้าเองก็คาดว่ากำไรสุทธิปีงบประมาณนี้อาจลดลงร้อยละ 22 ขณะที่นิสสันยังต้องปิดโรงงาน ลดพนักงานหลายพันตำแหน่ง และเร่งฟื้นตัวกลับสู่กำไร
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
