รัฐบาลดัน “Omnibus Law”เร่งลงทุนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

#ทันหุ้น “เอกนิติ”เผย รัฐบาลเตรียมผลักดัน “Omnibus Law”ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เร่งลงทุนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ปรับนโยบายเป็น Big Win ฝ่า 3 มรสุมปี 69 ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ภัยแล้ง-โครงสร้างภายในอ่อนแอ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่แม้จะสามารถฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาได้ แต่ยังคงต้องเผชิญกับ "3 มรสุมใหญ่" ในปี 2569 ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ คือ การสร้างความแข็งแกร่งภายในที่รัฐบาลจะดำเนินการผ่านนโยบายการส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้เขากล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษ "Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก" ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026
“เศรษฐกิจไทยเคยตกอยู่ในภาวะวิกฤตเปรียบเสมือน "คนป่วยในห้อง ICU" ที่ตัวเลขคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 เคยดิ่งลงเหลือเพียง 0.3% แต่ด้วยนโยบาย Quick Big Win และการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐที่เติบโตถึง 13% รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5%แต่การจะออกจาก ICU มาวิ่งต่อได้อย่างมั่นคงนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับมรสุม 3 ลูกสำคัญ”
สำหรับมรสุมลูกที่ 1 คือ สงครามภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ(Geopolitics & Geoeconomics) ซึ่งมรสุมลูกแรกนี้ เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศและมาตรการทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่าง มาตรการภาษีทรัมป์ที่แม้จะปรับลดลงแต่ก็จะมีเรื่องของค่าธรรมเนียมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดความผันผวนทางการค้าที่คาดเดาได้ยาก ซึ่งไทยต้องตั้งรับกับการปรับขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรง
มรสุมลูกที่ 2 ถือ ภัยธรรมชาติและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมรสุมลูกนี้จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ โดยในปีที่ผ่านมาภาครัฐต้องใช้งบกลางหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ในปี 2569 ความท้าทายอาจเปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็น "ภัยแล้ง" ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดีพอ งบประมาณจำนวนมหาศาลจะต้องถูกนำไปใช้ในการเยียวยาแทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อการพัฒนา และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชนไทย
มรสุมลูกที่ 3 คือ ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นมรสุมลูกที่ใหญ่และฝังรากลึกที่สุด ซึ่งมีปัจจัยบั่นทอนสำคัญ 3 ประการ คือ 1.หนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย ซึ่งปัญหาหนี้ที่พุ่งสูงฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้รายได้จากการเกษียณหายไป ส่งผลให้เครื่องยนต์การบริโภคไม่เติบโตเหมือนในอดีต
2.วิกฤตการลงทุนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2540 โดยการลงทุนภาครัฐลดลงจาก 10% เหลือเพียง 6% ของจีดีพีและภาคเอกชนลดลงจาก 30% เหลือเพียง 18% 3.ความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไทยพึ่งพาภายนอกสูงเกินไป โดยมีการส่งออกสินค้า 60% และบริการ (การท่องเที่ยว) อีก 10% ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนหรือนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนหายไป เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที
เขายังกล่าวถึงแนวทางการรับมือจากมรสุมทั้ง 3 ลูกว่า จากนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมานั้น จะเปลี่ยนเป็น Big Wins ซึ่งหลายภาคส่วนต้องช่วยกันขับเคลื่อนตลอดระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยใหม่ ลดความอ่อนแอภายใน และเสริมสร้างสุขภาพทางเศรษฐกิจให้แข็งแรงพอที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นโยบาย Big Wins ที่สำคัญ คือ การลงทุน ซึ่งจะดำเนินการผ่านกลยุทธ์ "ธนู 3 ดอก" ที่มุ่งเน้นด้าน 1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด 2.การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการนำ เทคโนโลยี AI และดิจิทัล มาพลิกโฉมระบบการศึกษาผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดงานจริง
3.การลงทุนด้านกฎหมาย เราจะดำเนินนโยบายปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมาย และระเบียบราชการที่ล่าช้าด้วยการเสนอผลักดัน โดยตนมีแนวคิดที่จะเสนอกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่สนับสนุนการลงทุนโดยไม่ต้องดูกฎหมายอื่น เชื่อว่า กฎหมายนี้ จะเปลี่ยนโฉมประเทศไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
