"Stagflation" ราคาของ "เศรษฐกิจไทย" ที่ต้องจ่าย แม้ไม่ได้เข้าร่วม "สงคราม"

ทุกครั้งที่โลกเผชิญกับ "สงคราม" ไม่ว่าจะเป็นสงครามในระดับสงครามโลก หรือสงครามระหว่างภูมิภาค หรือแม้กระทั่งสงครามที่มีคู่ขัดแย้งไม่กี่ประเทศ สิ่งที่มักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอนั่นคือความเสียหายจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ หรือโอกาสมากมายที่เสียไปของประเทศคู่ขัดแย้ง หรือประเทศคู่สงคราม
และทุกครั้งเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดสงคราม ประเทศที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรงก็มักจะได้รับผลกระทบในลักษณะ "ลูกหลง" มาโดยตลอด ยิ่งถ้าสงครามยื้ดเยื้อ รุนแรง หรือขยายวงกว้างออกไปเท่าไหร่ ลูกหลงต่อนานาประเทศก็ยิ่งรุนแรงตามไปด้วย ลูกหลงที่พูดถึงไม่ใช่การโจมตีผิดพลาด แต่หมายถึงลูกหลงทาง "เศรษฐกิจ"
สิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีภาวะสงคราม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไหนของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเกิดขึ้นใน "ตะวันออกกลาง" ที่เป็นแหล่งต้นน้ำของพลังงานหลักของโลกอย่าง "น้ำมันดิบ" ความมั่นคงทางพลังงานสั่นคลอนทันที ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรุนแรง และรวดเร็ว ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับความท้าทายอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั่วโลกในปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันประมาณ 100 ล้านบาเรลต่อวัน เมื่อสหรัฐอเมริกา และอิหร่านเปิดปฏิบัติการร่วมในการโจมตีอิหร่าน และเกิดการตอบโต้กันไปมากินเวลามาแล้วเกือบ 3 สัปดาห์ รวมถึงขยายวงกว้างไปยังประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดในภูมิภาคได้ผลักดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่า 40% ทันที ตามมาด้วยความผันผวน หลังอุปทานน้ำมันดิบขาดหายไปกว่า 1 ใน 5 ของโลก
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นต้นทุนมหาศาลของทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคพลังงาน และการบริโภคทั้งหมดที่เกิดขึ้นพุ่งตรงไปที่ "เงินเฟ้อ" ในทันที แนวโน้มเงินเฟ้อของนานาประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคน้ำมันในประเทศเป็นหลัก ยิ่งบริโภคน้ำมันมาก หรือมีอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำมันสูง เงินเฟ้อก็มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นมากตามไปด้วย
เงินเฟ้ออาจจะดูว่าเป็นปัญหาใหญ่ ราคาข้าวของ สินค้า ค่าครองชีพสูงขึ้น ทางแก้คือการขึ้น "ดอกเบี้ย" ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานในด้านการควบคุมปริมาณเงินในระบบของธนาคารกลางแต่ละประเทศอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์ที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นโดยไม่ปกติ การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้มากนัก
ซึ่งต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางทั่วโลกในสัปดาห์นี้ ว่าจะรับมืออย่างไร แต่ก็คาดเดาได้ว่าหลายประเทศจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือ การพลิกกลับของอัตราดอกเบี้ยจะสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจ และสินทรัพย์ลงทุนทุกชนิดทั่วโลก เงินจะเกิดการโยกย้ายอย่างรวดเร็วและรุนแรง สินทรัพย์เสี่ยงจะถูกเทขาย สกุลเงินหลักของโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นเป้าหมายให้เงินไหลเข้า
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินเฟ้อกำลังจะตามมานั่นคือ "Stagflation" หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจกลับตกต่ำสวนทางกันอย่างชัดเจน ซึ่งสถานการณ์แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายประเทศถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งของสงครามก็ตาม
ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต้องขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจกลับสวนทาง ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น การลงทุนชะลอตัว การบริโภคเป็นไปอย่างยากลำบาก การส่งออกสินค้า การค้าระหว่าประเทศเกิดสะดุด เงินถูกดูดออกจากระบบทั้งที่มีน้อยอยู่แล้ว และสถานกานการณ์ยากลำบากนี้มีโอกาศที่จะเกิดขึ้นกับ "ประเททศไทย"
ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ที่ติดลบ 0.88% หรือเข้าใกล้กับภาวะ "เงินฝืด" แต่แนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ก็มีโอกาสที่จะผลักให้เงินเฟ้อพลิกกลับมาเป็นบวกอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง 1% การตัดสินใจกลับมาดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นของแบงก์ชาติด้วยดารขึ้นดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
โดยมุมมองจากสภาพัฒน์ประเมินว่า หากเหตุการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน (กลางมี.ค.-สิ้นเม.ย.) จะเกิดผลกระทบจำกัด เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค
กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ที่ 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1%
ส่วนถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อ 3 เดือน ไทยจะเสี่ยง Stagflation หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation
กรณีนี้ประเมินราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9%
แต่หากเกิดสงครามขนาดใหญ่ และใช้เวลายาวนาน แต่เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3%
หันกลับมามองที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทย โอกาสที่ GDP จะเติบโตได้ในระดับ 1.6-2.0% ถือว่ามีความท้าทายที่สูงมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง ราคาน้ำมันมีผลต่อ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือ ภาคเกษตรที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตาและก๊าซประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปี และภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี
หากกลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบก็จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งจากการประเมิน GDP ของไทยเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทจะกระทบ GDP ให้ลดลงประมาณ 0.02% ยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ประเมินว่าทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4% ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2
โดยต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้อาจจะต้องเผชิญความท้าทายอีกครั้ง และเป็นความท้าทายที่มารอบด้าน การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน และสงครามที่ยากเกินคาดเดา จะกลายเป็นบททดสอบที่สำคัญอีกครั้งของประเทศไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
