รีเซต

“อินโดนีเซีย” ผวา! อาฟเตอร์ช็อกเกือบ 1,600 ครั้ง ยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 70 ราย

“อินโดนีเซีย” ผวา! อาฟเตอร์ช็อกเกือบ 1,600 ครั้ง ยอดเสียชีวิตพุ่งเกือบ 70 ราย
TNN ช่อง16
18 สิงหาคม 2569 ( 09:30 )
16

ประชาชนชาวอินโดนีเซียหลายพันคนยังต้องออกมาอาศัยอยู่กลางแจ้ง ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะเกิดแรงสั่นสะเทือนซ้ำ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีการบันทึกอาฟเตอร์ช็อกแล้วเกือบ 1,600 ครั้ง ขณะที่ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวซ้ำขนาด 5.6 ในพื้นที่นาเกเกโอ ส่งผลให้ประชาชนยังไม่กล้ากลับเข้าบ้าน


รายงานล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 68 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน ขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนต้องพลัดถิ่นจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ท่ามกลางช่วงเวลาที่อินโดนีเซียกำลังเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราช


สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB เปิดเผยว่า จำนวนผู้ประสบภัยที่ยังไม่สามารถกลับเข้าพักอาศัยในบ้านเรือนได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12,800 คน โดยกระจายตัวพักพิงตามโรงเรียน สถานีตำรวจ และสำนักงานรัฐบาลทั่วเกาะฟลอเรส


แรงสั่นสะเทือนยังทำให้เกิดดินถล่มและถนนหลายสายถูกตัดขาด โดยเฉพาะในพื้นที่ซิกกาและมังกาไร อย่างไรก็ตาม หัวหน้าสำนักงานกู้ภัยในเมืองเมาเมเรระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้สูญหาย และภารกิจค้นหาและช่วยเหลือยังสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีอุปสรรคสำคัญ โดยทีมกู้ภัยเตรียมใช้การสำรวจทางอากาศและเฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยอย่างละเอียดอีกครั้ง


รองศาสตราจารย์ ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลสถิติแผ่นดินไหวทั่วโลก โดยระบุว่า จากข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2026 พบแผ่นดินไหวขนาด 7.0–7.9 ทั่วโลกจำนวน 11 ครั้ง และยังไม่พบแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ขึ้นไป


เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติย้อนหลัง 100 ปี ซึ่งพบแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยประมาณปีละ 10–20 ครั้ง ตัวเลขที่เกิดขึ้นในปีนี้จึงยังอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ และไม่ได้สะท้อนว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวมากผิดปกติ โดยแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นตามแนวรอยต่อของแผ่นธรณีภาค ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามปกติ

ด้านรัฐบาลอินโดนีเซียระดมกำลังทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมากกว่า 1,400 นาย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมส่งกองทัพอากาศลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า น้ำสะอาด และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมกว่า 13 ตัน ไปยังพื้นที่ห่างไกล ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งโรงพยาบาลสนาม 2 แห่ง พร้อมทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว


ขณะเดียวกัน เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย รวมถึงข่าวแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และโคลอมเบีย ทำให้เกิดคำถามว่า ในปี 2026 โลกกำลังเผชิญกับแผ่นดินไหวที่เกิดถี่และรุนแรงผิดปกติหรือไม่


รองศาสตราจารย์ ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลสถิติแผ่นดินไหวทั่วโลก โดยระบุว่า จากข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2026 พบแผ่นดินไหวขนาด 7.0–7.9 ทั่วโลกจำนวน 11 ครั้ง และยังไม่พบแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ขึ้นไป


เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติย้อนหลัง 100 ปี ซึ่งพบแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยประมาณปีละ 10–20 ครั้ง ตัวเลขที่เกิดขึ้นในปีนี้จึงยังอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ และไม่ได้สะท้อนว่าโลกกำลังเกิดแผ่นดินไหวมากผิดปกติ โดยแผ่นดินไหวส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นตามแนวรอยต่อของแผ่นธรณีภาค ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นตามปกติ


สาเหตุที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตรวจวัดและระบบการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น ทำให้ข่าวสาร ภาพความเสียหาย และข้อมูลเหตุการณ์จากทั่วโลกสามารถเผยแพร่ถึงประชาชนได้แทบจะทันที จึงทำให้รับรู้เหตุการณ์แผ่นดินไหวจากหลายพื้นที่ได้พร้อมกันมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การที่สถิติแผ่นดินไหวยังไม่ผิดปกติ ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะลดลง เพราะระดับความเสียหายจากแผ่นดินไหวยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งขนาดและความลึกของแผ่นดินไหว ระยะห่างจากชุมชน ตลอดจนมาตรฐานและความแข็งแรงของอาคาร


สำหรับประเทศไทย แม้ไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคโดยตรง แต่ยังสามารถได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชั้นดินอ่อน เช่น กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนและทำให้อาคารสูงเกิดการแกว่งตัวได้


นักวิจัยจึงย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การตื่นตระหนกจากจำนวนข่าวแผ่นดินไหวที่เพิ่มขึ้น แต่คือการนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการออกแบบและก่อสร้างอาคารให้ได้มาตรฐาน การวางแผนอพยพ ตลอดจนการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยลดความสูญเสียเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและภัยพิบัติในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง