ทำไมสเปนกล้าหักทรัมป์ "เปโดร ซานเชซ" ขึ้นแท่นผู้นำฝ่ายซ้ายโลก?

เวลานี้โลกกำลังฮือฮากับเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปนที่กล้าต่อกรกับทรัมป์ และประกาศ “ไม่เอาสงคราม” ไม่ให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพที่บริหารร่วมกันที่โมรอนและโรตาทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
ซานเชซแถลงผ่านโทรทัศน์ราว 10 นาที กล่าวถึงสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงสงครามอิรักเมื่อกว่า 20 ปีก่อน พร้อมสรุปจุดยืนของรัฐบาลสเปนด้วยถ้อยคำสั้นกระชับว่า “จุดยืนของรัฐบาล คือ ไม่เอาสงคราม”
เขาเตือนว่า สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงว่าจะเป็นการเล่น Russian Roulette กับผู้คนหลายล้านชีวิต สเปนจะไม่สมรู้ร่วมคิดกับอะไรที่เลวร้ายต่อโลก และขัดต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของสเปน เพียงเพราะกลัวการถูกตำหนิจากใครบางคน
ซานเชซ ย้ำว่า “ความไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างหนึ่ง ไม่อาจตอบโต้ด้วยความไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกอย่างหนึ่ง” แล้วย้อนไปถึงการบุกอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งเขามองว่าไม่บรรลุเป้าหมายและกลับทำให้ชีวิตของประชาชนเลวร้ายลง
สงครามอิรักเมื่อ 23 ปีที่แล้ว อดีตผู้นำสเปนสมัยนั้นได้นำสเปนเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐฯและอังกฤษด้วย...ซานเชซ กล่าวว่า เป็นสงครามที่ให้ผลตรงกันข้าม จนทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่สุดของความไร้เสถียรภาพของทวีปยุโรป นับตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน
ทรัมป์เคืองสเปน ลั่นจะใช้ฐานทัพสเปนเมื่อใดก็ได้
นี่คือการแถลงย้ำครั้งที่ 2 ของซานเชซ เพราะครั้งแรกที่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจ และกล่าวว่า “เราสามารถใช้ฐานทัพได้หากเราต้องการ เราก็แค่บินเข้าไปและใช้มัน”
ทรัมป์ยังได้กล่าวกับ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ว่า “สเปนทำตัวแย่มาก” พร้อมเสริมว่า “เราจะตัดการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสเปนอีก”
ทรัมป์ยังกล่าวหาสเปนว่าเป็น “พันธมิตรที่ย่ำแย่” ในองค์การนาโต เนื่องจากไม่เพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงเป้าหมาย 5% ของ GDP
ผู้นำฝ่ายซ้ายแห่งยุโรปและเป้าหมายทางการเมือง
แล้วทำไม เปโดร ซานเชซ จึงกล้างัดข้อทรัมป์?
ซานเชซวางสถานะตนเองว่าเป็นผู้นำของฝ่ายซ้ายของยุโรป ที่จะต่อกรกับทรัมป์
ท่าทีล่าสุดของเขา ตอกย้ำสถานะของสเปนว่าเป็นพวกแตกแถวของยุโรป เพราะก่อนหน้านี้สเปนก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ประณามสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา
นักวิเคราะห์การเมืองสเปนมองว่า ซานเชซหาจังหวะเผชิญหน้ากับทรัมป์ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมในสเปนมาอยู่แล้ว เพื่อที่เขาจะได้ถูกจัดให้เป็นฮีโรของกลุ่มฝ่ายซ้ายของโลก โดยสื่อฝ่ายซ้ายทั้งในสเปนและอังกฤษ ต่างก็เคยยกย่องเขาว่าเป็นบุคคลแห่งปี รวมถึงเป็น “left-wing icon”
ทั้งนี้ โพลหลายสำนักในสเปนพบว่า คนสเปนมากกว่าครึ่งต่อต้านนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ เช่น โพล Eurobazuka ที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า คนสเปน 53% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นชาติที่มาเป็นอันดับสามของยุโรป รองจากฝรั่งเศส 57% และเบลเยียม 62%
ส่วนโพล GESOP ในเดือนมกราคม ยังพบว่าชาวสเปนเกือบ 60% ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติของผู้นำสหรัฐฯที่บุกรวบตัวนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลาถึงในประเทศ
The Eurobazuka โพล ยังพบด้วยว่า คนยุโรปราว 48% มองว่าทรัมป์คือ “ศัตรู” ของยุโรป ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่มองว่าทรัมป์คือพันธมิตร
สเปนยังมีความแตกต่างจากชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆด้วย โดยเป็นหนึ่งในชาติที่วิจารณ์สงครามของอิสราเอลในกาซา และยังทำให้ทรัมป์โกรธเคืองตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะสเปนถอนคำมั่นเรื่องการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP โดยสเปนระบุว่า สามารถบรรลุเป้าได้เพียง 2.1% ของ GDP เท่านั้น
นอกจากนี้ ซานเชซ ยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดของทรัมป์ในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม 5% นั้นไม่ตรงกับมุมมองที่มีต่อโลกของสเปน มิหนำซ้ำ ในเดือนกรกฎาคม เขายังจับมือกับประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ประกาศว่าจะร่วมกันต่อต้านฝั่งขวาจัดและพวกคณาธิปไตยด้วย
ยุโรปถูกสหรัฐฯบีบร่วมวงสงคราม?
ปัจจุบัน สหรัฐฯมีทหารราว 84,000 คน ประจำการตามฐานทัพอากาศ ท่าเรือ ศูนย์ฝึก ทั่วยุโรปราว 50 แห่ง
การประจำการของทหารสหรัฐฯ มีมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงรุ่งเรืองสุด สหรัฐฯมีกำลังพลในยุโรปมากกว่าสี่ปสนนาย แต่ทยอยลดลงเหลือหลักหมื่นในปัจจุบันและภารกิจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติงานขององค์การนาโตแทน
ฐานทัพที่มีกำลังพลสหรัฐฯมากที่สุดอยู่ในเยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และสเปน โดยประเทศเจ้าบ้านนั้นมีสิทธิและอำนาจในทางกฎหมายเต็มที่ว่าใช้ฐานทัพเหล่านี้อย่างไร
นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ สหรัฐฯได้ร้องขอชาติพันธมิตรยุโรปให้ยอมใช้ฐานทัพเหล่านี้สำหรับปฏิบัติการในอิหร่าน ซึ่งตามหลักการแล้ว ประเทศเหล่านี้สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากฐานทัพเหล่านี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของชาติเหล่านั้น
ดังนั้น จึงมีทั้งประเทศที่ปฏิเสธไม่ให้ใช้ฐานทัพ บางประเทศเลือกแสดงการสนับสนุนในทางการเมือง บางประเทศเปลี่ยนใจภายหลัง เช่น สหราชอาณาจักรปฏิเสธในครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุว่า สหราชอาณาจักรไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองด้วยการโจมตีทางอากาศ
แต่ท้ายสุดสตาร์เมอร์กลับลำในภายหลัง ยอมอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพ Diego Garcia ในหมู่เกาะชากอส มหาสมุทรอินเดีย
ในขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี แสดงการสนับสนุนในทางการเมือง และระบุว่าพร้อมมีบทบาทในการป้องกัน ส่วนอิตาลี นายกรัฐมนตรีหญิง จอร์เจีย เมโลนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรทรัมป์มาตลอด แต่ในรอบนี้กลับนิ่งเงียบ
มีเพียงแต่สเปน ที่ประกาศแสดงจุดยืนชัดเจนสุด ว่าไม่ต้องการสงคราม และทำให้สหรัฐฯ ต้องถอนเครื่องบินเติมน้ำมันหลายลำออกมาจากฐานทัพในสเปนแล้วนั่นเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
