เอลนีโญปลุก “ทะเลเดือด” เสี่ยงคุกคามชีวิตสัตว์ทะเลทั่วแปซิฟิก

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศทางทะเลออกมาเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจกระตุ้นให้เกิด “คลื่นความร้อนทางทะเล” (Marine Heatwave) ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศทางทะเลตลอดแนวมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่สิงโตทะเล นกทะเล ไปจนถึงฉลามและวาฬ
ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแปซิฟิก (Aquarium of the Pacific) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA เปิดเผยว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากอิทธิพลของเอลนีโญ อาจสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลบริเวณชายฝั่งตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และพื้นที่อื่น ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก
นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า เอลนีโญในปีนี้ก่อตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้น และคาดว่าจะส่งอิทธิพลต่อสภาพอากาศทั่วโลกไปจนถึงปี 2027
ดร.แอนดรูว์ ไลซิง นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยประมงตะวันตกเฉียงใต้ของ NOAA กล่าวว่า เอลนีโญมักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนทางทะเลบ่อยขึ้น โดยภาวะน้ำทะเลอุ่นผิดปกติที่ยาวนานสามารถเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเล ส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตและการขยายพันธุ์ของหลายชนิด
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในกลุ่มนกทะเล ซึ่งอาจเผชิญภาวะอดอาหารจากการลดลงของเหยื่อ ขณะที่สิงโตทะเลมีความเสี่ยงได้รับสารพิษจากสาหร่ายพิษที่เติบโตได้ดีในสภาวะน้ำทะเลอุ่น นอกจากนี้ สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ยังพบการตายจำนวนมากของนกทะเลในรัฐอะแลสกา ซึ่งเชื่อมโยงกับคลื่นความร้อนทางทะเลที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร
ปัจจุบัน พื้นที่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนทางทะเลที่คาดว่าจะยาวนานต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม และเมื่อรวมกับอิทธิพลของเอลนีโญ อาจยิ่งเพิ่มความกดดันต่อระบบนิเวศทางทะเลมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจดึงดูดสัตว์ทะเลจากเขตร้อนให้เคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ใหม่มากขึ้น เช่น ปลามาฮิมาฮิ ปลาทูน่าครีบเหลือง และม้าน้ำ รวมถึงอาจเพิ่มโอกาสพบฉลามตามแนวชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียมากกว่าปกติ
ขณะเดียวกัน “วาฬสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาจจำเป็นต้องย้ายถิ่นหาอาหาร เนื่องจากประชากรคริลล์ ซึ่งเป็นอาหารหลัก ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น
อีกหนึ่งระบบนิเวศสำคัญที่กำลังได้รับผลกระทบคือ “ป่าสาหร่ายเคลป์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งหลบภัย และพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำหลายชนิด โดยข้อมูลระบุว่า ป่าสาหร่ายเคลป์ยักษ์ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียลดลงแล้วราว 90% นับตั้งแต่ปี 2014 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในระบบนิเวศ
ผู้เชี่ยวชาญจาก NOAA ระบุว่า แม้ผลกระทบของเอลนีโญในแต่ละปีจะแตกต่างกันและคาดการณ์ได้ยาก แต่ด้วยแนวโน้มที่เอลนีโญรอบนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบนิเวศทางทะเลทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก
นอกจากนี้ เอลนีโญยังอาจทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนลดลง เพิ่มความเสี่ยงการเกิดสาหร่ายพิษ และส่งผลให้สัตว์ทะเลจำนวนมากเคลื่อนย้ายเข้าใกล้ชายฝั่งมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดเหตุวาฬและสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ติดเครื่องมือประมงตามมาอีกด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
