รีเซต

ข้าวไทยแพงสุดในโลกแต่ชาวนาไทยยังเดือดร้อนหนัก

ข้าวไทยแพงสุดในโลกแต่ชาวนาไทยยังเดือดร้อนหนัก
TNN ช่อง16
16 มิถุนายน 2569 ( 15:30 )

ปีนี้ผลผลิตข้าวที่คาดการณ์ว่าลดลงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาราคาส่งออกข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้นมาก และแพงสุดในรอบหลายปีโดยข้าวขาว 5% ราคา ณ สิ้นเดือน พ.ค.69 ตันละ 478 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ของเวียดนามตันละ  412-416 ดอลลาร์อินเดีย ตันละ 342-346 ดอลลาร์และปากีสถานตันละ 347-351 ดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าผลักดันการส่งออกให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ล้านตันตามเดิม เพราะขณะนี้ยังมีความต้องการข้าวในตลาดโลกสำรองไว้เพื่อความมั่นคงจากสงครามในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตามคำว่า”ข้าวไทยที่แพงที่สุดในโลก” ไม่ได้หมายความว่า "ข้าวทุกชนิดของไทยแพงที่สุด" แต่หมายถึง ราคาส่งออกข้าวไทยเฉลี่ย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย มีราคาสูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน ในช่วงปี 2568-2569 

สาเหตุหลักที่ทำให้ข้าวไทยแพง คือ1. ค่าเงินบาทแข็งเมื่อเงินบาทแข็ง ผู้ซื้อจากต่างประเทศต้องจ่ายเงินดอลลาร์มากขึ้นเพื่อซื้อข้าวไทยตัวอย่างเช่น ข้าวขาวไทยราคา 410 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่เวียดนามและอินเดียขายต่ำกว่า 370 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบด้านราคา 

2. ต้นทุนการผลิตสูง โดยเกษตรกรไทยเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้ง ปุ๋ย น้ำมันดีเซล ค่าแรง ค่าขนส่ง  โดยล่าสุดราคาน้ำมันและปุ๋ยปรับขึ้นอย่างมากจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนปลูกข้าวไทยสูงขึ้นตามไปด้วย 

3. ไทยเน้นขายข้าวพรีเมียมไทยส่งออกข้าวหอมมะลิเป็นสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นสินค้าระดับพรีเมียม มีจุดเด่นเรื่องกลิ่นหอมและคุณภาพเมล็ด  ทำให้ปี 2569 ข้าวหอมมะลิไทยมีราคาสูงถึง 1,100-1,200 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าข้าวบาสมาติของอินเดียบางช่วง และสูงกว่าเวียดนามกับกัมพูชามาก 

4. ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่ง ไทยมีผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำกว่าเวียดนามและจีน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า ขณะที่ประเทศคู่แข่งใช้เทคโนโลยีและระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ส่งผลให้สามารถขายได้ถูกกว่า

5. คู่แข่งมีข้าวราคาถูกจำนวนมาก อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสต็อกข้าวมหาศาลและขายข้าวในราคาต่ำกว่าไทยมาก โดยข้าวขาว 5% ของอินเดียอยู่ที่ประมาณ 350-400 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ไทยอยู่ที่ 430-480 ดอลลาร์ต่อตัน 

ดังนั้นข้าวไทยแพงที่สุดในโลก เพราะเงินบาทแข็ง ต้นทุนการผลิตสูง และไทยเน้นขายข้าวคุณภาพพรีเมียมอย่างข้าวหอมมะลิ ขณะที่คู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามมีต้นทุนต่ำกว่าและมีผลผลิตจำนวนมาก ทำให้ขายได้ถูกกว่า แม้คุณภาพบางประเภทจะไม่เทียบเท่าข้าวไทยก็ตาม 


แม้ราคาข้าวส่งออกจะดีขึ้นแต่ข้าวในประเทศและเกษตรกรยังเผชิญต้นทุนสูงและรับผลกระทบจาก สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น  รวมถึงการคาดการณ์ในเรื่องของสภาพอากาศ ที่มีการคาดว่าปีนี้จะมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผลผลิตของเกษตรกร รัฐบาลตระหนักว่า ทุกปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นต้องมาทบทวนในเรื่องของมาตรฐานที่มี เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ให้เป็นไปตามสถานการณ์จริง และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องดูแลกันทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เรื่องผลิต การรวบรวม และการเปิดตลาดข้าวเพิ่มขึ้น

การประชุมของ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานล่าสุดจึงพิจารณาปัญหาครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มศักยภาพของการแข่งขันข้าวไทย ทั้งด้านคุณภาพมาตรฐาน และโลจิสติกส์ และสร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ทำให้ที่ประชุม นบข.เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด "ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต" (New Rice Economy) รวม 5 โครงการ วงเงินงบประมาณ 59,467 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 10,192 ล้านบาท ประกอบไปด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงิน 41,483 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร  วงเงิน 15,656 ล้านบาท  3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก วงเงินรวม 564 ล้านบาท 4.โครงการดูดซับข้าวเปลือก  วงเงิน1,680 ล้านบาท และ 5.โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 วงเงิน 84 ล้านบาท

นอกจากนั้นที่ประชุมได้เห็นชอบขยายกรอบวงเงินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 เพื่อดูแลเกษตรกรกลุ่มที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์หรือกลุ่มตกหล่น จำนวน 233,729 ครัวเรือน ภายใต้มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท ใช้วงเงินเพิ่มเติมอีก 1,846 ล้านบาท

ส่งผลให้กรอบวงเงินโครงการเพิ่มจากเดิม 37,906 ล้านบาท เป็น 39,753 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตและช่วยพยุงรายได้ให้แก่พี่น้องชาวนาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้มีการโอนเงินให้เกษตรกรแล้วเสร็จ จำนวน 4.45 ล้านครัวเรือน เป็นเงิน 36,378 ล้านบาท และอยู่ระหว่างโอนเพิ่มเติมอีก 59,794 ครัวเรือน โดยมีวงเงินคงเหลือ 393 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง