รีเซต

ป.ป.ช.ลุย "เกาะสิมิลัน" พบทัวร์ขนนักท่องเที่ยวเกินโควตา

ป.ป.ช.ลุย "เกาะสิมิลัน" พบทัวร์ขนนักท่องเที่ยวเกินโควตา
TNN ช่อง16
20 กุมภาพันธ์ 2569 ( 13:53 )
10

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รวมกว่า 30 นาย ซึ่งเป็นคณะทำงานชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ หรือ ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ลงพื้นที่ตรวจสอบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ทีม ประจำจุดจัดเก็บบริเวณเกาะสี่ และเกาะแปด (อช.สิมิลัน) เพื่อสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่พร้อมกัน โดยไม่มีการแจ้งหรือบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นครั้งที่ 2 โดยมี นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน และผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานฯ เข้าให้ข้อมูลและชี้แจงการดำเนินงาน



สืบเนื่องจากรอบก่อนหน้านี้ ปี 68 ที่ผ่านมา จากการติดตามการจัดเก็บรายได้ “สิมิลัน” ตามที่มีการปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะว่า ได้มีการสุ่มตรวจเรือจำนวน 10 ลำ ในห้วงระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏพฤติการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐปล่อยปละละเลย และเพิกเฉย ไม่นับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางลงมาจริง กับจำนวนตั๋ว E-Ticket ที่ซื้อมา ซึ่งตอนนั้นพบว่ามีการซื้อมาไม่ตรงประเภท และซื้อไม่ตรงตามจำนวน โดยซื้อตั๋วในอัตราคนไทยจำนวนมาก แต่ผู้เข้าพื้นที่จริงเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อ ป.ป.ช. พบเห็น ทางอุทยานฯก็ได้ดำเนินการปรับไปขณะนั้น จำนวน 10 ลำ ซึ่งเป็นเงินปรับจำนวนประมาณ 170,000 บาท 

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ได้ยกเหตุอันควรสงสัย เพื่อตั้งเรื่องดำเนินการตามขั้นตอนไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการที่ไม่ตรวจนับให้เป็นไปตามจำนวนจริงของนักท่องเที่ยว



นายยุทธนา วิมลเมือง ในฐานะเลขาฯ คณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน กล่าวว่า ป.ป.ช. มาตรวจซ้ำอีก 1 ครั้ง ก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจงใจที่จะละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เหมือนเช่นครั้งก่อน รวมไปถึงพฤติกรรมของบริษัททัวร์เองก็ยังไม่ปรากฏว่าจงใจหรือเจตนาที่ซื้อไม่ตรงตามจำนวนหรือประเภทนักท่องเที่ยว ก็ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็น เช่น ‘สิมิลัน’ เป็นการใช้ระบบ E–Ticket เต็มรูปแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดูแลนักท่องเที่ยวปีละกว่า 5 แสนคน สามารถจัดเก็บรายได้ปีละกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งวันหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางลงไปกว่า 3,000 คน มีเรือจำนวนมากมายที่เข้ามาเทียบชายหาดและเดินลงมาพร้อมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการนับโดยการใช้เครื่องกดนับ ยังไงเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่สามารถนับจำนวนได้ตรงตามระบบที่ซื้อมาได้อย่างแน่นอน นี่คือปัญหาและอุปสรรค ซึ่งอุทยานฯ เองก็มีงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรร ก็เห็นควรจะต้องรีบนำเทคโนโลยีมาช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะปฏิบัติงานในการนับจำนวนนักท่องเที่ยวได้ดีกว่านี้  ทาง ป.ป.ช.ก็ได้มีการเสนอไปแล้วว่าให้ส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปนับจำนวนนักท่องเที่ยวบนฝั่งก่อนจะลงเรือ เพื่อลดภาระให้กับเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่เกาะ

เมื่อดูจากพฤติการณ์ต่างๆ แล้ว "สิมิลัน" ตื่นตัว และจากข้อมูลมีสถิติว่า สามารถดำเนินการปรับเรือที่ซื้อตั๋วไม่ตรงประเภทหรือจำนวน หรือนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในอุทยานฯ โดยไม่ซื้อตั๋ว ได้ค่าปรับกว่า 5 แสนบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่จากข้อมูลเชิงลึกที่ ป.ป.ช. มีอยู่ว่าบางบริษัททัวร์ จงใจหรือเจตนาที่จะฝ่าฝืนจำนวนซีซี หรือการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในอุทยานฯ โดยการนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ โดยยินยอมให้ทางอุทยานฯ ดำเนินการปรับ และบริษัทยอมจ่ายค่าปรับครั้งแรกเพียงแค่จำนวน 5,000 บาท ซึ่งบริษัทดังกล่าวสามารถจำหน่ายตั๋วให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลำหนึ่งเกือบ 1 แสนบาท

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อการซื้อตั๋วยอดนักท่องเที่ยวเต็มแล้ว แต่บางบริษัทยังฝ่าฝืนนำนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นมาเต็มลำเรือจำนวน 68 คน โดยจ่ายค่าปรับกับทางอุทยานฯ รายละ 500 บาท และจ่ายค่าปรับลำเรือผิดครั้งแรก 5,000 บาท รวมค่าปรับทั้งสิ้นประมาณ 39,000 บาท ตรงนี้เองอุทยานฯ ต้องมีมาตรการโดยเคร่งครัด กับบริษัทที่จงใจ หรือเจตนาที่จะฝ่าฝืนจำนวนซีซี หรือไม่ซื้อตั๋วในระบบมา และต้องดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวด้วย หากถูกปรับเกิน 3 ครั้ง ในห้วง 1 ฤดูการท่องเที่ยว

“มองว่าจำนวนค่าปรับน้อยเกินไปกับจำนวนเงินที่บริษัทได้รับ ยกตัวอย่างเช่น เรือ 1 ลำสามารถพานักท่องเที่ยวมาได้ 30 คน จำหน่ายตั๋วมาในคนละ 3,000 บาท ซึ่งสามารถมีรายได้จำนวน 90,000 บาท แต่ยอมแลกกับค่าปรับจำนวน 5,000 บาท ก็ถือว่าคุ้มกับบริษัท ฉะนั้นต้องมีมาตรการเพิ่มจำนวนค่าปรับ รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาต” นายยุทธนา กล่าว


ด้าน นายทวิชาติ นิลกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 ในฐานะที่ปรึกษาคณะทำงาน ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้มีการแจ้งมาก่อนล่วงหน้า และเราได้ลงพื้นที่มาซ้ำๆ หลายครั้ง เพื่อที่จะดูว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ ในเรื่องของการป้องปราม เพื่อไม่ให้เงินรายได้อุทยานฯ รั่วไหลออกไปนอกระบบ หรือป้องปรามไม่ให้ทุจริต ซึ่งการลงมาครั้งนี้พยายามจะมาดูว่าดีกว่าการลงครั้งก่อนมากน้อยเพียงใด

สิ่งแรกที่พบในการลงครั้งนี้ คือระบบข้อมูลในการประมวลผล การที่นักท่องเที่ยวจองตั๋วเข้ามาผ่านระบบ E-Ticket จำนวนประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวต่างชาติ ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ราคาผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 250 บาท โดยคนไทยมีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ผู้ใหญ่ราคา 100 บาท เด็ก 50 บาท จากการตรวจสอบครั้งนี้ เทียบกับครั้งที่แล้ว ในส่วนของการจองตั๋วเข้าในระบบข้อมูล ปรากฏว่าต่างชาติเยอะ เมื่อไปดูพื้นที่บนเกาะ ก็พบว่าที่แจ้งเข้ามาว่าเป็นคนไทย แต่ข้อเท็จจริงเป็นชาวต่างชาติ การลงมาตรวจสอบครั้งนี้แทบจะไม่พบเจอในส่วนของความผิดพลาดดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจริงๆ

ส่วนที่ 2 แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 60 คน เมื่อไปนับดูว่ามีเกินมากว่า 60 คนหรือไม่ ถ้ามีเงินจะหายไป แต่ครั้งนี้มีน้อยลง เช่นที่เราตรวจนับเองมีเกินมา 2 คน ซึ่งมาตรการทางกฎหมายอุทยานฯ ดำเนินการปรับไป ทั้งตัวบุคคลจำนวนรายละ 500 บาท และตัวเรือผิดครั้งแรก 5,000 บาท ผิดครั้งที่ 2 ปรับเรือ 25,000 บาท ผิดครั้งที่ 3 ปรับเรือ 100,000 บาท และหากผิดครบ 3 ครั้งในห้วง 1 ฤดูการท่องเที่ยวก็จะถูกดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตเรือ ซึ่งก็พบว่ามีการทำผิดและมีการปรับ ซึ่งก็มีการปรับมาต่อเนื่องแทบทุกวัน ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช.จะลงมา มองว่าดำเนินการจริงไม่ใช่ในตอนที่ ป.ป.ช.ลงมาสุ่มตรวจสอบ เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ ป.ป.ช.ลงมาแทบจะไม่มีการดำเนินการปรับ ส่วนการนับจำนวนนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปนับทันทีเมื่อเรือเข้ามาเทียบหาด เทียบกับครั้งก่อนแทบจะไม่มีการนับ

“ครั้งที่แล้วมี ตั๋วผี ถึงขนาดว่าแจ้งยอดคนไทย 40 คน แต่กลับมาจริงเป็นต่างชาติทั้งลำ ซึ่งในครั้งนี้ไม่มีแบบนั้น รายได้มีการขยับเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้ทางอุทยานสิมิลันมีการตั้งเป้าว่าจะต้องจัดเก็บรายได้เกิน 250 ล้านบาท มองว่าถ้า ป.ป.ช.ลงมาตรวจสอบซ้ำ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า จะทำให้อุทยานฯ มีความกระตือรือร้น ระมัดระวัง ไม่กระทำผิด และหาก ป.ป.ช.ไม่มาก็จะมีการปรับ นั่นคือการบังคับใช้กฎหมาย อีกอย่าง ป.ป.ช.ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเฝ้าระวังไว้บริเวณจุดจัดเก็บรายได้” นายทวิชาติ กล่าว



อย่างไรก็ตามยังมีข้อสังเกต สิทธิสวัสดิการในส่วนที่ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างอุทยานฯ ต้องจำหน่ายสินค้าขายของให้กับนักท่องเที่ยว เพิ่มเพิ่มรายได้ให้กับอุทยานฯ ตามระเบียบสวัสดิการโดยจะต้องเก็บเงินรายได้ดังกล่าว ที่มาจากการขายของ จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ต้องส่งมอบให้ส่วนกลาง โดยทาง ป.ป.ช.จะพิจารณาเสนอเป็นข้อชี้แนะไปยังส่วนกลางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

ทั้งนี้การลงพื้นที่ซ้ำของ ฉก.ป.ป.ช.อันดามัน ครั้งนี้ แม้ไม่พบ “ตั๋วผี” ซ้ำรอยเดิม แต่ได้สะท้อนให้เห็นอีกมุมของปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งช่องว่างของระบบจัดเก็บรายได้ การบังคับใช้กฎหมาย และความคุ้มค่าของอัตราค่าปรับที่อาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ หากยังปล่อยให้บางบริษัทมองค่าปรับเป็นเพียง “ต้นทุน” ที่ยอมจ่ายได้ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติระดับโลกอย่างหมู่เกาะสิมิลันย่อมเสี่ยงต่อความเสียหายในระยะยาว บททดสอบต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่การสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่คือการยกระดับมาตรการให้เฉียบขาด โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้รายได้ของแผ่นดินไม่รั่วไหล และการท่องเที่ยวเดินหน้าไปพร้อมกับการอนุรักษ์อย่างแท้จริง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง