นายกฯ ยึดแผนเดิม รัฐจัดหา วัคซีน เป็นหลัก รบ.แนะกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง รีบลงทะเบียน

นายกฯ ยึดแผนเดิม รัฐจัดหา วัคซีน เป็นหลัก รบ.แนะกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง รีบลงทะเบียน
ข่าวสด
30 เมษายน 2564 ( 14:14 )
11
นายกฯ ยึดแผนเดิม รัฐจัดหา วัคซีน เป็นหลัก รบ.แนะกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง รีบลงทะเบียน

 

รัฐบาล ย้ำไม่ปิดกั้นเอกชนจัดหา "วัคซีน" ​ยึดแผนเดิม รัฐเป็นหน่วยงานหลักจัดหา หลังภาคธุรกิจรายงานมีปัญหาส่งมอบล่าช้า แนะกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง รีบลงทะเบียน

 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ แม้จะไม่มีวาระงานหรือกำหนดการและการประชุมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากยังอยู่ในมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่มีการออกประกาศให้สื่อมวลชนงดเข้าปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-7 พ.ค.

 

โดยนายอนุชา กล่าวถึงกรณีการจัดหาวัคซีนว่า สำหรับข้อสรุปของภาคเอกชนที่ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในส่วนการจัดหาวัคซีนนั้น ย้ำว่ารัฐบาลไม่ปิดกั้นในการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดหาวัคซีน โดยจากการหารือทางภาคเอกชนได้มีการชี้แจงว่าได้มีการติดต่อจัดหาวัคซีนกับผู้ผลิตจากต่างประเทศไปแล้ว แต่ในเรื่องการส่งมอบอาจเกิดความล่าช้าเพราะผู้ผลิตแต่ละที่แจ้งว่าจะสามารถส่งมอบได้ในไตรมาสที่ 4 หรือภายในปลายปีนี้

 

ดังนั้นในขั้นตอนนี้อาจเกิดความล่าช้าและอาจทับซ้อนกับส่วนที่รัฐบาลจัดหามาได้ ดังนั้นมีข้อสรุปว่าจะให้รัฐบาลเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาวัคซีนตามแผนเดิมตามที่กำหนดไว้ภายในสิ้นปีนี้ จำนวน 100 ล้านโดส แต่ในส่วนการจัดหาวัคซีนของทางโรงพยาบาลเอกชนก็ยังดำเนินการ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่ภาคธุรกิจเอกชนจัด

 

"ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนก็ยังคงดำเนินการตามกลไกของคณะกรรมการจัดหารวัคซีนฯ ที่มีนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นประธาน ซึ่งเป็นการจัดหาวัคซีนทางเลือกที่ยังคงดำเนินการอยู่ และขณะนี้สามารถพูดคุยเจรจาเพิ่มเติมเพื่อนำเข้าวัคซีนได้อีกทางเลือกหนึ่ง ดังนั้นขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นเรื่องวัคซีน เอกชนสามารถดำเนินการเข้ามาได้ถ้าหาวัคซีนได้ทันตามกำหนด"นายอนุชา กล่าว

 

นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับวัคซีนต้านโควิด-19 ในช่วงเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชั่นหมอพร้อมนั้น ย้ำว่าผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวานและโรคอ้วน ให้รีบลงทะเบียน เพื่อเข้ารับวัคซีนผ่านช่องทางดังกล่าวตั้งแต่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป

 

หรือหากไม่มีสมาร์ทโฟนให้ติดต่อนัดหมายที่โรงพยาบาลใกล้บ้านที่มีประวัติการรักษาอยู่แล้ว ขณะที่ต่างจังหวัดให้ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือติดต่ออสม.ในพื้นที่ โดยในกลุ่มนี้ประมาณ 16 ล้านคน จะเริ่มฉีดวัคซีนภายในสิ้นเดือนก.ค. จากนั้นก็จะเป็นการฉีดให้ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่อายุ 18 ปี-59 ปี ประมาณ 31 ล้านคน ซึ่งจะให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.และจะเริ่มฉีดเดือนส.ค.เป็นต้นไป

 

นายอนุชา กล่าวว่า สำหรับข้อมูลในส่วนของผู้ติดเชื้อและยังไม่สามารถรักษาหรือหาเตียงได้ ขณะนี้รัฐบาลได้พยายามดำเนินการเพิ่มเติมโดยเปิดศูนย์แรกรับผู้ติดเชื้อที่อาคารนิมิตรบุตรสนามกีฬาแห่งชาติกรุงเทพมหานครไปแล้ว ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะช่วยบริหารจัดการผู้ติดเชื้อโควิค-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังตกค้างอยู่ที่บ้านไม่สามารถหาเตียงในสถานพยาบาลได้ โดยผู้ที่จะได้รับการดูแลในเบื้องต้น จะได้รับการคัดกรองและแยกระดับของอาการตามระดับสี

 

ก่อนส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามอาการ เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยติดค้างอยู่ที่บ้านได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนที่เชื่อว่าจะช่วยรักษาผู้ป่วยได้อย่างครบถ้วน และหลังสถานการณ์ผู้ติดเชื้อคลี่คลายลงแล้วสถานที่ต่างๆที่จัดเตรียมไว้ทั้งโรงพยาบาลสนามหรือศูนย์แรกรับก็จะเปลี่ยนเป็นสถานที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในอนาคต ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ได้ยืนยันว่าพร้อมในกระจายวัคซีนและช่วยฉีดวัคซีนอีกด้วย

 

นายอนุชา กล่าวถึงประกาศ ศบค.ที่เป็นการขอความร่วมมือแทนการล็อคดาวน์ ซึ่งมีข้อสงสัยว่าจะได้ผลในการควบคุมโควิด-19 หรือไม่ ว่า หากประชาชนมีความร่วมมือ จะสามารถทำให้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ลดลงไปได้ และทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ และประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ นอกจากนี้ในเรื่องยา เวชภัณฑ์ ที่ใช้รักษา โควิด-19 ทางกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันมีความพร้อมในทุกเรื่อง มีการนำเข้าสำรองและสต็อกไว้เพิ่มเติมแล้ว สำหรับห้องพยาบาลการรักษาโดยเฉพาะห้องไอซียู

 

ทุกหน่วยงานได้มีการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเพื่อสามารถให้การรักษาได้เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการสาหัส หรือต้องใช้ห้องไอซียู ซึ่งวันเดียวกันนี้ ได้มีการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่าโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ จากเดิมที่มีห้องไอซียูปกติก็ได้มีการเพิ่มขึ้นมา เป็น 37 เตียง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการสาหัส

 

เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาและกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ได้มีการวางแผนมาตรการต่างๆอยู่ แต่การออกมาตรการทั้งหมดต้องดูจังหวะเวลาที่ประชาชนสามารถออกมาจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ

 

นายอนุชา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆในขณะนี้นั้นขอให้ประชาชนทุกคนได้ให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมอพยาบาล เจ้าหน้าที่ส่วนหน้า ทุกคนและประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดูแลสุขภาพตัวเองและความร่วมมือกิจกรรมต่างๆ ทั้งการทำงานที่บ้านหรือเวิร์คฟอร์มโฮม(wfh) การลดการเดินทางหรือการลดรวมกลุ่มกันด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอขอบคุณความร่วมมือของทุกคนและขอให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา โควิด-19 ในปัจจุบัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง