“ไฟปากท้องสู่ไฟปฏิวัติ” ประท้วงเดือดอิหร่าน โลกจับตา รัฐอิสลามเสี่ยงล่ม ?

วิกฤตเศรษฐกิจที่บีบคั้นชีวิตชาวอิหร่าน กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการประท้วงเรื่องปากท้อง สู่การตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองโดยตรง
ขณะที่ แรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา กำลังทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น
คำถามคือ สถานการณ์นี้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน แล้วสหรัฐฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
เศรษฐกิจย่ำแย่ ชาวอิหร่านทนไม่ไหว
ชนวนเหตุครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม เมื่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดพื้นเมือง หรือที่ชาวอิหร่านเรียกว่า Bazaar ในกรุงเตหะราน รวมตัวประท้วง เพราะทนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศไม่ไหวอีกต่อไป
ประชาชนต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงถึง 40% สินค้าอุปโภคบริโภคราคาพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด ราคาอาหารสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สินค้าบางประเภทขาดตลาด ประชาชนไม่มีเงินซื้อสินค้าจำเป็นได้อีกต่อไป
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า เศรษฐกิจอิหร่านย่ำแย่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่
สงคราม 12 วันกับอิสราเอล ซึ่งทำลายอาคาร และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง
การคว่ำบาตรใหม่จากนานาชาติที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน ด้วยเหตุผลโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ราคาน้ำมันพุ่งสูง ซึ่งเป็นผลจากที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนธันวาคม ทำให้น้ำมันซึ่งเป็นของราคาถูกก่อนหน้านี้ กลายเป็นสินค้าราคาแพงทันที
ธนาคารกลางอิหร่าน ยกเลิกนโยบาย “ดอลลาร์ราคาถูก” สำหรับผู้นำเข้าสินค้าบางกลุ่ม ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นทันที ร้านค้าจำเป็นต้องขึ้นราคา บางร้านอยู่ไม่ไหว ก็ต้องปิดกิจการ จนไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่
แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินสดโดยตรงให้ประชาชนทั่วประเทศ เดือนละประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 220 บาท
แน่นอนว่า เงินจำนวนเท่านี้ ไม่ได้ช่วยให้พวกเขารอดพ้นปัญหานี้ไปได้ จึงไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้
จากวิกฤต “ปากท้อง” สู่การเรียกร้อง “ปฏิรูป”
จากความไม่พอที่ต้องอดทนกับความอดยาก เริ่มแปรเปลี่ยนให้เกิดการปฏิรูประบบการปกครองขึ้น ซึ่งครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ รุนแรง และเป็นการท้าทายชนชั้นปกครองอิหร่านที่ร้ายแรงสุดนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติเมื่อปี 1979
การประท้วงได้ลุกลามไปยัง 31 จังหวัดทั่วประเทศ และมากกว่า 180 เมือง และชุมชน ประชาชนไม่ได้ประท้วงเพียงแค่ไม่พอใจเรื่องปัญหาปากท้องอีกต่อไป พวกเขาเริ่มไม่พอใจกับระบบการปกครองที่เกิดขึ้น ผู้ประท้วงหลายคนตะโกนคำว่า “ความตายแด่คาเมเนอี” ซึ่งถือเป็นการโจมตีต่อ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านโดยตรง
เกิดการปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันราย รัฐบาลสั่งตัดอินเทอร์เน็ต ตัดการติดต่อจากโลกภายนอก
เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งกล่าวเมื่ออังคารที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านราว 2,000 คน ซึ่งตัวเลขนี้รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ทางการยอมรับจำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงจากการปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อความไม่สงบทั่วประเทศ
แต่ทางด้าน CBS รายงานอ้างแหล่งข่าว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12,000 คน แหล่งข่าวในอิหร่านยังหวั่นว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงยิ่งกว่านี้ถึง 20,000 คน
ส่วนนิวยอร์ก ไทมส์รายงานยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านราว 3,000 คนในช่วง 17 วันที่ผ่านมา
ด้านสำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน หรือ HRANA ซึ่งมีฐานที่ตั้งอยู่สหรัฐฯ รายงานยอดรวมผู้เสียชีวิตจากการประท้วงในอิหร่านเพิ่มเป็น 2,677 ราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม และผู้ประท้วงถูกจับกุมอย่างน้อย 19,097 คน
ทำไมการประท้วงอิหร่านรอบนี้ถึงรุนแรงกว่าที่ผ่านมา
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน จนทำให้คณะผู้ปกครองประเทศกำลังเผชิญหน้ากับการท้าทายอำนาจครั้งใหญ่สุด เป็นเพราะรอบนี้ ผู้เริ่มก่อการประท้วง คือ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า หรือ Bazaar ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญที่ทำให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม สามารถโค่นล้มระบอบกษัตริย์พระเจ้าชาห์ และตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้สำเร็จ
ในประวัติศาสตร์อิหร่าน กลุ่ม Bazaar มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานกว่า 100 ปี โดยเฉพาะในการปฏิวัติอิสลามปี 1979 เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ เป็นแหล่งเงินทุนให้กับนักบวชชีอะห์
การที่กลุ่ม Bazaar ลุกขึ้นมาประท้วงเอง จึงสะท้อนว่า ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ กระทบลึกถึงฐานสนับสนุนเดิมของรัฐ กอปรกับการตอบสนองของรัฐบาลที่มีต่อผู้ประท้วง ด้วยการแปะป้ายว่า พวกเขาเป็นพวกก่อจลาจล และเป็นทหารรับจ้างจากต่างชาติ ขู่ว่าจะเจอโทษหนัก ซึ่งอาจถึงประหารชีวิต รวมถึงความอ่อนแอของอิทธิพลอิหร่าน หลังเหตุโจมตีของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 และการตอบโต้ของอิสราเอล รวมถึงการโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์โดยสหรัฐฯ อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคอ่อนลง ทำให้รัฐบาลรับมือแรงกดดันภายในได้ยากกว่าที่ผ่านมา
สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
ต้องบอกตามตรงว่า ส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจอิหร่านแย่ลง เป็นผลมาจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการจำกัดการค้าระหว่างประเทศ สิ่งนี้ทำให้ค่าเงินอิหร่านอ่อนหนัก ราคาสินค้าพุ่ง และกลายเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการประท้วง
และเมื่อการประท้วงลุกลามบานปลาย กลายเป็นความรุนแรง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยถึงกับออกมาบอกว่า หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วงจะต้องเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารจากสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ประกาศเก็บภาษีนำเข้าประเทศคู่ค้าอิหร่านทั้งหมด 25% เมื่อวันที่ 13 มกราคม ส่งผลให้จีนต้องออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ คัดค้านการใช้กำลังทหาร และการข่มขู่กับอิหร่าน เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่สุดของอิหร่าน ตามด้วยอิรัก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , ตุรกี และอินเดีย
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวบรรยายสรุปต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ณ กรุงเตหะราน ว่า "อิหร่านไม่ต้องการสงคราม แต่พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการทำสงครามกับสหรัฐฯ" แต่ประเทศยังเปิดกว้างต่อการเจรจา หากเป็นไปอย่างยุติธรรม เท่าเทียม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน
แม้จะมีความพยายามพูดคุยผ่านการเจรจาของ 2 ประเทศ แต่สถานการณ์ประท้วงที่ตึงเครียดเรื่อย ๆ ทำให้ทรัมป์ ประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง พร้อมสนับสนุนชาวอิหร่านควรเดินหน้าการประท้วงทั่วประเทศต่อไป และเข้ายึดครองสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าความช่วยเหลือที่สัญญาไว้นั้นจะอยู่ในรูปแบบใด โดยข้อความดังกล่าวมีลักษณะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลของอิหร่าน
ด้านสำนักข่าว CCTV ของจีน รายงานว่า เครื่องบินขับไล่ไอพ่นของสหรัฐฯ หลายลำ รวมถึง เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ B-52 และเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ KC-135 ได้บินออกจากฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid) ในกาตาร์ เมื่อคืนวันที่ 11 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น โดยไม่ระบุจุดหมายปลายทาง
สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ?
มารยัม อเลมซาเดห์ รองศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และการเมืองของอิหร่าน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวกับ Al Jazeera ว่า การลุกฮือในอิหร่านมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้น หากรัฐบาลไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง เธอชี้ว่า ผู้ชุมนุมกำลังเผชิญกับการปราบปรามที่โหดร้ายรุนแรงเกินกว่าที่เคยเห็นมาก่อน
ความไม่พอใจของประชาชนครั้งนี้จะไม่เงียบหายไปง่าย ๆ เพราะชีวิตของชาวอิหร่านจำนวนมากได้กลายเป็นสิ่งที่ “ทนไม่ไหว” ภายใต้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
ประชาชนอิหร่านยังถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการใช้ชีวิตมานานหลายทศวรรษ ทำให้ความอัดอั้นสะสมมาอย่างยาวนาน และต่อให้การประท้วงรอบนี้จะถูกปราบด้วยความรุนแรงขั้นสุด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า การลุกฮือครั้งใหม่จะเกิดขึ้นอีกในเวลาไม่นาน ตราบใดที่ยังไม่มี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” เกิดขึ้นจริง
ดีน่า เอสฟานดิอารี นักวิเคราะห์ตะวันออกกลางจาก Bloomberg Economics มองว่า การประท้วงครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก อัดอั้น เหนื่อยล้า และสิ้นหวัง หลังเผชิญวิกฤตซ้ำซากมาหลายปี พร้อมคาดการณ์ว่า สาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันจะอยู่ไม่ถึงปี 2027
บทความจาก Chatham House ยังวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านจะเป็นการช่วยผู้ประท้วง หรือ กลับไปช่วยให้ห้รัฐบาลอิหร่านแข็งแกร่งขึ้นกันแน่
ในด้านที่อาจช่วยผู้ประท้วง การขู่หรือโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องแบ่งความสนใจ และทรัพยากรเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก แทนที่จะทุ่มกำลังทั้งหมดไปที่ปราบปรามการชุมนุม การโจมตีอาจสร้างความตื่นตระหนกภายในระบอบการปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนเริ่มลังเลหรือทบทวนความภักดีต่อผู้นำ เพื่อรักษาความอยู่รอดของตนเอง
หากการโจมตีสามารถลดขีดความสามารถในการปราบปราม เช่น ทำลายกำลังของกองกำลังกึ่งทหารหรือโครงสร้างความมั่นคง ผู้ประท้วงก็อาจเคลื่อนไหวต่อได้โดยมีความเสี่ยงต่อชีวิตน้อยลง และเปิดโอกาสให้แรงกดดันจากภายในประเทศเพิ่มขึ้น
แต่ในทางกลับกัน การโจมตีของสหรัฐฯ ก็อาจย้อนกลับมาช่วยรัฐบาลอิหร่านได้เช่นกัน หากมันถูกใช้เป็นเครื่องมือรวมพลังคนในชาติ และมองว่า “ประเทศกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามจากต่างชาติ” สิ่งนี้ ก็อาจทำให้ชาวอิหร่านบางส่วนอาจออกมาสนับสนุนรัฐบาล และมองผู้ประท้วง เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ
นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ โจมตีแบบจำกัด หรือ เชิงสัญลักษณ์ ก็อาจทำให้ผู้ประท้วงหมดกำลังใจ และส่งสัญญาณว่า รัฐสามารถปราบปรามภายในประเทศได้โดยไม่ต้องกังวลการแทรกแซงจากต่างชาติ
ท้ายสุด หากโจมตีล้มผู้นำสูงสุดโดยไม่มีแผนรองรับ อำนาจอาจตกไปอยู่ในมือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลที่แข็งกร้าวและปิดกั้นมากกว่าเดิม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://edition.cnn.com/2026/01/12/middleeast/iran-mass-protests-explained-intl
https://www.aljazeera.com/news/2026/1/12/what-we-know-about-the-protests-sweeping-iran
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
